
"กอร." เผย คิวริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ พระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ
"กอร.พระราชพิธี" เผย คิวริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพิ่มจุดคัดกรองรวม 29 จุด เปิดเข้าพื้นที่สนามหลวง 25 ต.ค. ตี5 พร้อมดูแลปชช.เต็มที่
เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 60 เวลา 13.30 น. ที่กระทรวงกลาโหม กองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (กอร.พระราชพิธีฯ) จัดแถลงข่าว เรื่องการจัดซ้อมริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าว ประกอบด้วย พล.ต.สันติพงษ์ ธรรมปิยะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) นายเกรียงไกร จงเจริญ ผู้ช่วยปลัดกรุงเทพมหานคร และนายณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์
โดยพล.ต.สันติพงษ์ กล่าวว่า การซ้อมริ้วขบวนในพระราชพิธีนั้น กองทัพภาคที่ 1ได้วางแผน 3 ขั้นตอน คือ 1.คัดเลือกคน โดยเลือกกำลังพลที่มีบุคลิกภาพที่ดี มีความสูงตั้งแต่ 160 -165 เซนติเมตร เพื่อให้ภาพการเดินริ้วขบวนเป็นไปอย่างสวยงามสมพระเกียรติ 2. จัดอบรมกำลังพล ในเรื่องของการแต่งกาย และกำลังพลทุกคนจะได้รับเครื่องแต่งกายใหม่ พร้อมเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง มาให้ความรู้ เพื่อให้เกิดความถูกต้องสวยงามและเป็นไปตามพระราชประเพณีทุกประการ 3. การซักซ้อมแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนคือ 1. การซักซ้อมแยกกัน จะมีข้าราชการ ราชนิกูล รวมจำนวน 7,000 คน จึง จัดชุดครูจากกองทัพภาคที่ 1 ไปฝึกให้กับที่ตั้งหน่วยนั้นๆ โดยขั้นตอนทุกอย่างเป็นไปตามระบบเดียวกัน 2.การซักซ้อมแบบรวมกัน ได้กำหนดเอาไว้ 5 ครั้ง
พล.ต.สันติพงษ์ กล่าวว่า รายละเอียดของริ้วขบวนที่จะเข้าร่วมประกอบพิธีในวันที่ 26 ต.ค.นี้ ริ้วขบวนที่ 1 เวลา 08.00 น. จะเริ่มตั้งขบวนอัญเชิญพระบรมโกศ โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปยัง พระมหาพิชัยราชรถ เริ่มจากที่ประตูเทวาภิรมย์ไปตามถนนมหาราชจนถึงถนนท้ายวัง ริ้วขวนที่ 2 เริ่มปฏิบัติ 09.09 น. เป็นการอัญเชิญพระบรมโกศโดยพระมหาพิชัยราชรถ ไปยังพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวงโดยเริ่มต้นจากหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนไปตามถนนสนามไชยถนนราชดำเนินในและเข้าสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และริ้วขบวนที่ 3 ปฏิบัติในเวลา 11.10 น. เป็นการเวียนรอบพระเมรุมาศ จำนวน 3 รอบ
พล.ต.สันติพงษ์ กล่าวว่า สำหรับในวันที่ 27 ต.ค.นี้ จะเป็นการปฏิบัติของริ้วขบวนที่ 4 เวลา 09.30 น. เป็นการอัญเชิญพระบรมอัฐิ เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง และในวันที่ 29 ตุลาคม ริ้วขบวนที่ 5 เวลา 10.00 น. การอัญเชิญพระบรมโกศ และพระบรมอัฐิ จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นไปประดิษฐ์พระวิมาน บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ส่วนในวันที่ 29 ตุลาคม จะเป็นการปฏิบัติของริ้วขบวนที่ 6 คือ ขบวนทหารม้าอิสริยยศ เวลา 17.00 น. เป็นการอัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคาร จากวัดพระศรีรัตนศาสดารามไปยังจุด ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร
ด้าน พล.ต.ต.มนตรี กล่าวถึง ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ จะมีเพิ่มจุดคัดกรองทั้งหมด 29 จุด เป็นพื้นที่ชั้นใน 9 จุดประกอบด้วย 1.แยกสะพานมอญ 2.ท่าช้าง 3.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4.พระแม่ธรณีบีบมวยผม 5.ถนนกัลยาณไมตรี 6.แยกวัดเชตุพน7.ท่าเตียน 8.ท่าพระจันทร์ 9.ใต้สะพานพระปิ่นเกล้า สำหรับจุดคัดกรองอื่นที่เพิ่มเติมมา อาทิ ถนนเจ้าฟ้า ถนนพระอาทิตย์ ถนนกรุงเกษมถนนดินสอ สำหรับประชาชนที่เดินทางมาถึงก่อนเวลาที่เจ้าหน้าที่จะเปิดให้เข้าภายในพื้นที่มณฑลท้องสนามหลวง จะต้องอยู่นอกจุดคัดกรอง จนกว่าจะถึงเช้า วันที่ 25 ต.ค. เวลา 05.00 น. จะเริ่มเปิดให้ประชาชนเดินทางเข้ามาภายใน
ขณะที่ นายเกรียงไกร กล่าวถึง การดูแลอำนวยความสะดวกประชาชนมาร่วมพิธีว่า ทาง กทม.ได้จัดสถานที่ประกอบอาหารไม่ให้กับประชาชนจำนวน 22 แห่ง พร้อมทำการแจกจ่ายบริเวณโดยรอบๆ เต้นท์ที่พักคอย กำหนดไว้ 119 จุด และตั้งจอแอลอีดี ขนาด 6×12 เมตร บริเวณพระเมรุมาศจำลอง 1 แห่ง และ บริเวณซุ้มดอกวางดอกไม้จันทร์ขนาดใหญ่ 26 ซุ้ม ขนาด 4×6 เมตร รวมการติดตั้ง จอแอลอีดีในบริเวณอื่นๆ ด้วยทั้งหมด 62 แห่ง นอกจากนี้ กทม.เตรียมรถสุขาไว้ทั้งหมด 70 คัน ห้องสุขาเคลื่อนที่ 150 ตู้ พร้อมทั้งประสานประชาชนบริเวณโดยรอบรอบเพื่อให้เปิดห้องน้ำให้กับประชาชนได้เข้าใช้ พร้อมติดกล้องวงจรปิด เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย พื้นที่กรุงเทพ 53,114ตัว ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ โดยรอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวง จำนวน 1,147 ตัว
นอกจากนี้ นายณรงค์ กล่าวว่า ในพื้นที่รอบมณฑลพระราชพิธีท้องสนามหลวง มีการจัดหน่วยแพทย์ ทั้งหมด 21 จุด พร้อมหน่วยกู้ชีพฉุกเฉิน พร้อมที่จะส่งต่อได้ และมีทีมเดินเท้าดูแลประชาชนในพื้นที่ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เปิดเส้นทางฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังตั้งหน่วยแพทย์ 113 จุด บริเวณเมรุมาศจำลอง และซุ้มดอกไม้จันทร์ สำหรับประชาชนที่อยู่ห่างไกลหน่วย ติดต่อหมายเลข 11669
"ขอให้ประชานเตรียมตัวมาอย่างดี พักผ่อนเพียงพอ ใส่รองเท้าที่ใส่สบายเนื่องจากต้องเดินในระยะไกล ดื่มน้ำเยอะๆ พร้อมเขียนที่อยู่ ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพย์ ใส่กระเป๋าเด็กและคนชรา ป้องกันการผลัดหลง รวมถึงระบุโรคประจำตัว" นายณรงค์ กล่าว



