
ดีเดย์17ต.ค.บัตรคนจนคนกรุงยันเงินไม่กระจุก“ยักษ์ธุรกิจ”
ดีเดย์17ต.ค.บัตรคนจนคนกรุงยันเงินไม่กระจุก“ยักษ์ธุรกิจ”
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายบุญฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน และนางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมร้านธงฟ้าประชารัฐ พิพัฒน์สโตร์ เขตดินแดง และร้านเค แอนด์ ที มิตรแท้ชุมชน เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเป็นร้านที่ได้ติดตั้งเครื่องรูดบัตรอัตโนมัติ (EDC) แล้ว โดยเขตดินแดงมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน12,729ราย มากที่สุดในกทม. ซึ่งมีจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งสิ้น 552,278 ราย
ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้คัดเลือกร้านค้าในกทม.ที่เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า1,000ร้านค้า คาดว่าภายในวันที่17ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นวันที่จะได้ใช้บัตรสวัสดิการเป็นวันแรกในกทม. จะมีร้านค้าพร้อมให้บริการรูดบัตรได้ จำนวน300ร้าน จากเป้าหมาย815ร้านค้า ครอบคลุม50เขต ทั่วกทม.
ขณะเดียวกันจะมีรถร้านค้าประชารัฐเคลื่อนที่ หรือ โมบายยูนิต เข้าไปช่วยเสริมการให้บริการในกทม.ประมาณ 30 คัน ซึ่งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในทุกจังหวัดสามารถใช้สิทธิ์ในร้านที่เข้าร่วมโครงการและรถโมบายยูนิตได้ทั่วประเทศ
"หลังจากเริ่มเปิดตัวโครงการจะประเมินผลและทบทวนปัญหาทุกเดือนเพื่อนำประสบการณ์ของพื้นที่นำร่องในต่างจังหวัดมาปรับปรุงแก้ไขในพื้นในกรุงเทพฯ ซึ่งบางปัญหาคล้ายกัน บางปัญหาแตกต่างกัน เชื่อว่าโครงการร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ จะเป็นกลไกที่ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง แม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มากนัก โดยสินค้าถูกกว่าท้องตลาด15-20% จะส่งผลในการสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจฐานราก” นายสนธิรัตน์ กล่าว
ส่วนกรณีมีการใช้บัตรสวัสดิการฯผิดวัตถุประสงค์ กระทรวงพาณิชย์ย้ำกับผู้ประกอบการอย่างเข้มงวด ซึ่งจากการตรวจสอบยังพบร้านค้าที่ใช้บัตรไม่ตรงวัตถุประสงค์เพียง2-3แห่ง จากทั่วประเทศ และจะดำเนินการปลดออกจากโครงการภายในสัปดาห์นี้ ชี้ให้เห็นว่าร้านค้าส่วนใหญ่เข้าใจเกี่ยวกับการใช้บัตรสวัสดิการเป็นอย่างดีโดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าทุกฝ่ายดำเนินงานอย่างเต็มที่ สำหรับยอดการใช้บริการตั้งแต่วันที่1ตุลาคมที่ผ่านมา ทั่วประเทศพบว่ามีจำนวนผู้ใช้บัตรเฉลี่ยวันละ3แสนคน มูลค่าการใช้จ่ายวันละ ประมาณ100ล้านบาท
สำหรับกระแสข่าวที่ถูกมองว่าโครงการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ ในความเป็นจริงเงินที่ภาครัฐ ใส่เงินลงไปเดือนละ3,000ล้านบาท หรือปีละ40,000ล้านบาทเป็นเงินที่ถูกกระจายไปยังผู้ค้าปลีกรายย่อย ผู้ผลิตรายย่อย ชุมชน รวมถึงผู้ผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายไม่ได้กระจุกตัว อยู่ที่รายใดรายหนึ่งหรือเพียงรายใหญ่เพียงรายเดียวซึ่งจะส่งผลทำให้เงินตั้งต้นของรัฐบาลถูกหมุนเวียนเป็นวงล้อที่เข้าไป ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากถึงสี่ถึงห้าเท่าหรือมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท



