
รายงาน-"ตัวประกัน" นักการเมือง!
หวาดเสียวจริงๆ สำหรับชะตากรรมของ รัฐธรรมนูญ 50 เพราะฝ่ายการเมือง ขยับตัว กันคึกคักเหลือเกิน กลุ่มก๊กก๊วนต่างๆ เหน็บมีดอีโต้จ้องชำแหละบทบัญญัติที่เป็น ก้างขวางคอ ทุกวินาที
สบโอกาสที่ “มวลชน” นอกสภาเริ่มอ่อนแรง เหนื่อยล้าจากการเคลื่อนไหวต่อต้านมายาวนาน ได้ทีออกมาขย่มเขย่า เป่ากระแสแก้รัฐธรรมนูญกันแบบจะเอาให้ได้
ดูเผินๆ แล้วจะเห็นว่า “ฝ่ายการเมือง” ซึ่งกุมอำนาจทั้ง “บริหาร-นิติบัญญัติ” จัดขบวนทัพ เตรียมพร้อมแล้วที่จะเป็น “เจ้าภาพ” ยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่
โดยโชว์เพาเวอร์ผ่านวงประชุมของวิป 3 ฝ่าย ประกอบด้วย “รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-วุฒิสภา” ที่หลังๆ ตั้งวงพูดคุยกันไม่เว้นวัน แถมบางทียังจับไม้ชูมือปลุกใจกันเหมือนนักวอลเลย์บอลหญิงไทยเรียกพลังก่อนลงสนาม
ในที่สุดก็มีมติร่วมกันว่าจะแก้ไขกัน 6 ประเด็น ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย
ม.93-98 แก้ระบบการเลือกตั้งจากเขตใหญ่เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว
ม.111-121 แก้ไขให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
ม.190 การทำสนธิสัญญากับต่างประเทศต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา
ม.265 แก้ให้ ส.ส.ไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ม.266 แก้ให้ ส.ส.ไปยุ่มย่ามกิจการของท้องถิ่นได้
และ ม.237 ยกเลิกโทษยุบพรรค
ดูเหมือนจะเป็นท่วงทำนองที่มี “เอกภาพ” ซะเหลือเกิน !!!
แต่เมื่อ “สแกน” เข้าไปถึง “เนื้อใน” กลับเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเหล่านักการเมือง มันเป็นไปอย่างคนละทิศละทาง จนยากจะหาทางบรรจบกันง่ายๆ
เพราะแต่ละฝ่ายล้วนมี “วาระ” ทั้งเปิดเผยและซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง หวังจะให้เกมแก้รัฐธรรมนูญเป็น “เงื่อนไข” ให้เกิดจุดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปในแนวทางที่ตัวเองต้องการ
อย่างพรรคเพื่อไทย เป้าหมายปลายทางไม่ได้อยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลับอยู่ที่ต้องแก้ให้เร็วที่สุดแล้วบีบต่อให้ “นายกรัฐมนตรี” ยุบสภา เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่
แล้วก็ไปวัดกันในสนามเลือกตั้ง โกยคะแนนเสียงเข้าสภาแล้วจับขั้วตั้งรัฐบาลขึ้นเถลิงอำนาจ
เป็นจุดยืนเดียวกันกับ “คนเสื้อแดง” ที่ป่าวประกาศบนท้องถนน
และการกลับมาคุม “อำนาจรัฐ” อีกครั้งก็มีโอกาสที่จะ “เนรมิต” ให้ “ทักษิณ ชินวัตร” กลับเมืองไทยอย่างที่ตั้งใจไว้
สอดรับกับท่าทีที่เปิดเผยของ “ประเกียรติ นาสิมมา” วิปฝ่ายค้าน ที่ย้ำชัดว่า “เมื่อแก้ทั้ง 6 ประเด็นแล้วต้องยุบสภาแล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ทันที" ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็แตกออกเป็น 2 แนวทาง ระหว่าง “พรรคร่วม” กับ “พรรคแกน”
“ภูมิใจไทย-ชาติไทยพัฒนา” แม้จะยังอิ่มหนำสำราญกับการอยู่ในปีกรัฐบาล แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะยั่งยืนหรือไม่ ไม่รู้จะยุบสภาเมื่อไหร่ จึงยื่น “โนติส” ยัดใส่มือ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ให้รับรู้ไว้ว่า 2 พรรคตัวแปรอยากแก้กติกาเรื่องเขตเลือกตั้ง โดยให้เป็น “เขตเดียวเบอร์เดียว” เหมือนปี 2540 เพื่อความสะดวกก้าวเข้าสู่สภาในวาระต่อไป
ส่วนพรรคแกน “ประชาธิปัตย์” เป็นกลุ่มเดียวที่ “ไม่รีบร้อน” เดินเกมถูลู่ถูกัง การแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปให้นานที่สุด
พรรคนี้มีหลายโมเดล ทั้ง ส.ส.ร.3 ทั้งการตั้งคณะกรรมการอิสระ ทั้งการทำประชามติถามประชาชน ซึ่งล้วนแต่สุ่มเสี่ยงจะถูกครหา “ซื้อเวลา” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ชินวรณ์ บุณยเกียรติ” ประธานวิปรัฐบาลบอกว่า เรื่องกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าไม่มั่นใจว่าจะมี ส.ส.อย่างน้อย 311 คน ซึ่งเป็นกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภาเห็นด้วยก็อย่าไปทำ เพราะทำไปแล้วเสียงไม่พอที่จะผ่านให้ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นจึงไม่ควรรีบเร่งดำเนินการ
หันไปดู “สภาสูง” ยิ่งเห็นร่องรอยความแตกแยกแบบขั้นเทพ เพราะแม้แต่ “วิป” ที่ตัวเองแต่งตั้งขึ้นมาก็ยังพูดไม่ฟัง
ในวุฒิสภา จึงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสุดโต่ง ระหว่าง “กลุ่ม 40 ส.ว.” ที่ยืนยันว่าไม่ให้แก้ แต่ถ้าจะแก้ก็ต้องถามประชาชนกับกลุ่มของ ส.ว.เลือกตั้งที่มี “ประสิทธิ์ โพธสุธน” ส.ว.สุพรรณบุรี เป็นหัวหอกนำทีมก็เดินหน้าไปอีกทางหนึ่ง
“รัฐธรรมนูญ” วันนี้ จึงเปรียบเหมือน “ตัวประกัน” ที่ทุกฝ่ายล็อกเอาไว้เพื่อเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ประตูอำนาจของฝ่ายตัวเอง
ฝ่ายไหนสามารถ “คุมจังหวะ” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็ถือว่า “ได้เปรียบ” เหนือคู่แข่งไปมากโข
กระนั้นถ้าฝ่ายการเมืองแน่ใจว่าจะเอาล่อเอาเถิด “ชิงการนำ” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ทำกันไป
แต่ถ้าเล่นเกมชิงจังหวะกันจนล้ำออกมาเอาเปรียบประชาชน ก็อาจจะพังพาบทั้งแถบโดยไม่ได้แตะต้องรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่มาตราเดียวก็ได้
เสถียร วิริยะพรรณพงศา



