ข่าว

หามีความปรานีไม่

หามีความปรานีไม่

25 ก.ย. 2552

เหตุการณ์สังหารผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอบเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจนถึง ณ เวลานี้ดูเหมือนจะไม่มีการลดลงอย่างที่ทางราชการบางหน่วยกล่าวไว้เลย เพราะมีสถิติที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องกว่า 100 ครั้ง เหยื่อจะเป็นทั้งเด็ก

 คนหนุ่ม คนแก่ หญิงหรือชาย จะยากจนหรือรวย จะมีหรือไม่มีสถานะทางสังคม โดยไม่เลือกบุคคล สถานที่และเวลา ในบางครั้งความรู้สึกที่ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากเห็นและไม่อยากให้มีอีกเลยคือความรู้สึกที่ดูเหมือนเป็นการโต้ตอบ ล้างแค้นไปมา ซึ่งเหล่านี้รัฐเองรู้ดี แต่ความอ่อนแอของกลไกรัฐเกือบทุกภาคส่วน ทำให้ดูว่าไม่จริงจังกับการหาความจริงให้ปรากฏแก่สายตาและความเชื่อมั่นของสังคมได้ รัฐบาลชุดประชาธิปัตย์ที่เคยเกิดมาหลายครั้งในอดีตกว่า 30 ปีชอบซื้อเวลา ฉวยโอกาสทางการเมืองและมัวแต่แก้ปัญหาของคนในพรรคและพวก จึงหาเวลาในการวางแผนจัดการปัญหาของประเทศได้น้อยนัก (ต่างกันกับเวลาเป็นฝ่ายค้านที่มักจะมีความฝันให้สาธารณะได้เคลิบเคลิ้มอยู่เสมอ)

 ความไม่สงบในครั้งนี้มันเลยขอบเขตไปไกลกว่าที่เคยเกิดมาในอดีตมากมาย ถ้าพรรคแกนนำในรัฐบาลชุดนี้ยังมะงุมมะงาหราเหมือนตาบอดคลำช้างอย่างที่ฝ่ายความมั่นคงบางส่วนเขาชงข้อมูลมาละก็ ประเทศไทยจะต้องถึงจุดที่อยู่ในสภาวะสงครามกลางเมืองที่หนักหน่วงและยาวนานอย่างหนีไม่พ้น ถึงแม้ทุกวันนี้จะดูกลายๆ มาหลายกรณีแล้วก็ตาม เชื่อกันว่าเงื่อนงำที่เกิดคือเหตุและผลที่จะนำไปสู่การต่อสู้อันชอบธรรมที่กลุ่มขบวนการจะนำเป็นข้ออ้างในการแยกดินแดนและนักปกครองซีกสันติวิธีแสวงหาทางออกในการบริหารจัดการด้านการปกครองในรูปแบบการมีอำนาจของประชาชนให้มากและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันความมืดดำด้วยการใช้อำนาจอันไม่ชอบธรรมและข่าวการคอรัปชั่นที่มากมายมหาศาลถูกปกคลุมทั่วทุกอณูของจังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นคู่ขนาน

 เหตุการณ์ลอบยิง วางระเบิด อุ้มฆ่าและเผาในที่สาธารณะมีผู้คนพลุกพล่าน คือรูปแบบที่ถูกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และถือเป็นสัญญาณแห่งหายนะของสังคมไทยที่ต้องรีบ (หักดิบ) ในการตัดสินว่าจะยังคงเดินตามแนวทางเดิมคือส่งและจัดให้มีกองกำลังนับแสนๆ ทั้งที่ติดอาวุธทางความคิดขององค์กรตน (ที่ไม่ใช่ของชาวบ้าน) รวมทั้งติดอาวุธปืนผาหน้าไม้ (พร้อมติดทัศนะแห่งการฆ่าผู้คนอื่นที่ไม่เหมือนตนอย่างโหดเหี้ยมได้ทุกกรณี) และพูดอย่างภูมิอกภูมิใจเป็นนักเป็นหนาว่านี่คือ “การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงกระนั้นหรือ?” ผลที่ออกมาเราคนไทยต่างทราบดีว่าเกือบ 6 ปีเป็นอย่างไร ชาวบ้านเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทำมาหากินฝืดเคือง จะไปจะกลับจากปฏิบัติศาสนกิจก็ผวา ประกอบอาชีพและใช้ชีวิตประจำวันด้วยความหวาดหวั่นหวาดระแวงกับคนที่ไม่เหมือนตนหรือแม้แต่พวกพูดภาษาและวัฒนธรรมเดียวกัน เพราะเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละกรณีมันกระทำกันแบบสยดสยอง โหดเหี้ยม ไร้ความปรานี

 ดังกรณีที่เกิดขึ้นกับสี่คนพ่อลูกที่กลับจากปฏิบัติศาสนกิจ (ละหมาดตารอแวะฮ.) ชาวบ้านบอกว่าเหล่าเพชฌฆาตมากับรถกระบะ พร้อมสาดห่ากระสุนจากอาวุธสงครามนานาชนิด ถล่มเหยื่อจนสภาพใบหน้าศพเละนัยน์ตาและคางหายไปครึ่งหนึ่ง เช่นเดียวกับลูกชายอายุ 14 ปี ต้องสังเวยชีวิตพร้อมๆ ด้วยความโหดเหี้ยมในครั้งนี้ไปด้วย เดชะพระเจ้าได้คุ้มครองลูกสาวอีกสองคนที่อยู่เบาะหลังรถยนต์ให้ปลอดภัย มันคงไม่มีคำตอบใดๆ จากปลายกระบอกปืนนอกจากการฆ่าเท่านั้น หลังจากนี้ไปเด็กหญิงสองคนพี่น้องจะฝังใจอะไรจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอันสยดสยองต่อหน้าตน ณ คืนนั้น ญาติพี่น้องเขาเหล่านั้นจะคิดอย่างไรกับความสูญเสียบุคคลที่มีความรู้ทรงคุณค่าในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างกรณีเดียวแต่หลังจากเหตุการณ์นี้ไม่กี่วันครูสอนศาสนาอีกคนถูกฆ่าตายในขณะที่กำลังรอรับลูกในโรงเรียน โดยห่างจากเหตุแรกในรัศมีไม่เกิน 500 เมตร วันรุ่งขึ้นมีการยิงคนและเผาซ้ำข้างถนนปัตตานี-นราธิวาสในที่มีคนพลุกพล่าน นี่คือผลแห่งการแก้ปัญหาที่ถูกทางแล้วหรือ? และสุดท้ายมีคนร้ายโยนไฟเพื่อเผามัสยิดโบราณกรือเซะ เหตุการณ์อาจจะไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้ แต่มองได้ว่าความปลอดภัยของประชาชนแทบจะไม่มีเอาเสียเลย

 สายโซ่แห่งความเลวร้ายจะยาวหรือสั้นอยู่ที่พี่น้องประชาชนชาวไทยที่จะต้องหาทางออกร่วมกันเป็นพลัง เพื่อผลักดันให้มีทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างอื่นบ้าง มิใช่มีแต่กองกำลังและเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธมากมายที่เดินและวิ่งกันขวักไขว่บนท้องถนนและในป้อมฐานที่แน่นหนา แต่ความปลอดภัยของประชาชนเสมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายและความจริงภาคประชาชนสวนทางกับความจริงที่รัฐให้มาโดยตลอด

 อย่าได้เชื่อมั่นว่าคนมาเป็นรัฐบาลเพียงอย่างเดียว (และชั่วครั้งชั่วคราว) จะสามารถฟันธงได้ว่าจะแก้ได้ เรื่องของความไม่สงบที่ภาคใต้มันถูกกระทำให้สลับซับซ้อนอ่อนไหวจนเกินเหตุ เพื่อไปปิดบัง เบี่ยงเบนประเด็น “ผลประโยชน์ที่ถูกซ้อนทับอันมหาศาล” ภายใต้สโลแกนอันขึงขังว่า “สงครามชิงดินแดนคืนจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนปาตานี?”

อัฮหมัด สมบูรณ์  บัวหลวง
Thailand Centre for Muslim and Democratic Development (TCMD)
[email protected]