
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลง
การที่ ประธานาธิบดีโอบามา ประกาศล้มเลิกโครงการติดตั้งระบบสกัดกั้นจรวดของสหรัฐในยุโรป เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา ด้วยข้ออ้างว่าขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านมิได้เป็นภัยคุกคามต่อพันธมิตรของสหรัฐในยุโรป เช่นที่มีการประเมินไว้ในสมัยรัฐบาล อดีตประธานาธิบดี
แม้จะเป็น “การเปลี่ยนแปลง” อีกครั้งหนึ่งของ โอบามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของนักสังเกตการณ์ทั่วไปมากนัก เพราะก่อนหน้านี้หลายฝ่ายเห็นว่าโครงการติดตั้งระบบสกัดกั้นจรวดหรือ “โล่ป้องกันขีปนาวุธ” ของอดีตประธานาธิบดีบุช เป็นการสร้างภาพให้เห็นว่าอิหร่านเป็น “ศัตรูร่วม” และภัยคุกคามโลกตะวันตก อันสอดคล้องกับการที่สหรัฐในเวลานั้น พยายามที่จะกล่าวหาอิหร่านในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงบทบาทความเป็นผู้นำของตนในยุโรป
ตามแผนการของ อดีตประธานาธิบดีบุช นั้น สหรัฐจะส่งเรือรบติดจรวดสกัดกั้น เอสเอ็ม 3 ไปประจำการในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออก ในปี 2010 และจะดำเนินการติดตั้งจรวด เอ็มเอส 3 ในดินแดนของโปแลนด์ และสาธารณรัฐเช็ก ในปี 2015 ขั้นสุดท้ายก็คือการติดตั้งจรวดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีสมรรถนะสูงขึ้น ในหลาย ๆ พื้นที่ของยุโรป เพื่อทำหน้าที่เป็นโล่ปกป้องยุโรปจากขีปนาวุธพิสัยกลางและพิสัยไกล
แม้ว่าโครงการติดตั้งระบบสกัดกั้นจรวดในสมัยอดีตประธานาธิบดีบุช จะตั้งเป้าหมายเพื่อป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่าน แต่ก็สร้างความไม่พอใจแก่รัสเซีย ซึ่งยังคงถือว่าประเทศในยุโรปตะวันออกเป็นประเทศในเขตอิทธิพลของตน และการที่สหรัฐมีแผนจะติดตั้งจรวดสกัดกั้นขีปนาวุธในดินแดนของโปแลนด์และสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของรัสเซียโดยตรง นอกจากนี้รัสเซียยังมีข้อขุ่นข้องหมองใจกับสหรัฐอีกหลายเรื่อง เช่นการที่ อดีตประธานาธิบดีบุช ผลักดันให้ จอร์เจียกับยูเครน เข้าเป็นสมาชิกนาโต้ การที่สหรัฐ และรัสเซียมีจุดยืนที่แตกต่างกันในเรื่องแคว้นที่แยกตัวออกมาจากจอร์เจีย ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอิหร่าน และท่าทีของสหรัฐในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ความหมางเมินระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง มีสัญญาณที่ดีขึ้น ภายหลังการเดินทางเยือนรัสเซียของประธานาธิบดีโอบามา เมื่อวันที่ 6-7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งประมวลได้ 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ 1) โอบามาและประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย ได้ลงนามในสนธิสัญญาลดอาวุธ หรือ “สตาร์ท” (Strategic Arms Reduction Treaty : START) เพื่อลดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ให้เหลือฝ่ายละ 1,500-1,670 ลูก 2) รัสเซียอนุญาตให้สหรัฐใช้เครื่องบินลำเลียงกำลังพลและอาวุธ ผ่านน่านฟ้าของรัสเซีย เข้าไปปฏิบัติการทางทหารได้จำนวน 4,500 เที่ยวต่อปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ
ทั้งนี้ เป็นที่ทราบอย่างเป็นการภายในว่า ประธานาธิบดีเมดเวเดฟ จะไม่มีการลงนามในสนธิสัญญากับสหรัฐ หากโอบามาไม่ยอมทำตามคำขอของรัสเซียในเรื่องการยกเลิกโครงการติดตั้งระบบสกัดกั้นจรวดในยุโป
แม้ว่าสมรรถนะขีปนาวุธพิสัยไกล แบบ ซีฮับ-3 ของอิหร่านในปัจจุบัน จะมีระยะทำการ 2,000 กม. แต่ก็สามารถทำลายเป้าหมายได้แค่ในกลุ่มประเทศยุโรปใต้และตะวันออก อาทิ กรีซ บัลแกเรีย และโรมาเนีย ซึ่งมิใช่ประเทศที่เป็นเป้าหมายหลัก และจากการที่โอบามาประกาศล้มเลิกโครงการติดตั้งระบบสกัดกั้นจรวดดังกล่าว ก็ส่งผลให้อิหร่านแสดงท่าทีที่โอนอ่อนผ่อนปรนด้วยการยินยอมจะพบปะหารือกับสหรัฐ และชาติมหาอำนาจอื่นๆ เรื่องโครงการนิวเคลียร์ของตน ในต้นเดือนตุลาคมนี้
ครับ นั่นก็เป็น “ความเปลี่ยนแปลง” (change) อีกเรื่องหนึ่งของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ได้รับทั้งเสียงคัดค้านและสนับสนุนอย่างอึงมี่
ปิดท้ายวันนี้ผมขอเชิญท่านผู้อ่านที่สนใจเกี่ยวกับประเทศชิลี แวะไปเยี่ยมชมนิทรรศการงานศิลป์สะท้อนวัฒนธรรมแห่งชิลี ชมภาพถ่ายสวยๆ และผลงานศิลป์หลากแขนงของชิลี ได้ที่ ดิ เอ็มโพเรี่ยม ณ โมชั่น ฮอลล์ ชั้นจี ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 กันยายนนี้ครับ



