
"เข็มชัย"รับปากสร้างอัยการเก่ง-ดี
"อัยการสูงสุดคนใหม่ฎระบุอัยการต้องดี-มีคุณธรรม สร้างอัยการเก่งเฉพาะด้านจัดการคดีซับซ้อน-เสริมบทบาทอัยการจังหวัดใกล้ปชช.ทุกพื้นที่เพิ่มมั่นใจความยุติธรรม
7 ต.ค.60 นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุดคนใหม่ ได้กล่าวถึงนโยบายการบริหารงานเพื่ออำนวยความยุติธรรมและรักษาผลประโยชน์ของรัฐว่า" ผมตั้งใจบริหารองค์กรอัยการตามหลักบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี ที่เรียกว่า Good Governance (หลักธรรมาภิบาล) เพื่อให้องค์กรอัยการเป็นที่เชื่อมั่น เป็นที่ไว้วางใจของประชาชนและสังคม" อัยการสูงสุดคนใหม่ กล่าวและว่าในการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา เป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนหลายฝ่าย ซึ่
งเป็นบุคคลที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันหรือบางคนเป็นผู้เสียหายถูกทำร้ายจากอาชญากรรม หรือบางฝ่ายเป็นผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าทำความผิด
ดังนั้นจุดสำคัญอัยการเราเน้นต้องเป็นกลาง ต้องคุ้มครองทุกฝ่ายในกรอบที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากนั้นก็พร้อมสนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของคณะกรรมการระดับชาติซึ่งได้มีการรับฟังข้อมูลความคิดเห็นของสังคมว่าจะให้ปฏิรูปแนวทางใด เราก็ต้องเคารพแนวทางนั้นและก็จะสนับสนุนให้การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมลุล่วงไปได้สำเร็จ และในกระแสการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่พูดกันมากว่าจะให้อัยการมีบทบาทในการสอบสวนมากขึ้นในคดีหลายประเภท ในส่วนขององค์กรอัยการก็ต้องเตรียมความพร้อมพนักงานอัยการที่จะรับบทบาทนี้ ซึ่งอดีต 2-3 ปีที่ผ่านมานี้สำนักงานอัยการสูงสุด ก็ได้ตั้งสำนักงานการสอบสวนขึ้นแล้วเราก็จะพยายามพัฒนาศักยภาพให้ร่วมสอบสวนคดีอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับบทบาทที่อาจจะได้รับมอบหมายในอนาคต
อีกเรื่องสำคัญ คือ บุคคลากรทั้งข้าราชการอัยการ และข้าราชการธุรการ ดังนั้นตนจะพยายามดำเนินการสร้างบุคคลาการที่เป็นพนักงานอัยการที่มีประสิทธิภาพและมีคุณธรรม เรียกว่าเป็นทั้งคนเก่งและคนดี ซึ่งงานของพนักงานในกระบวนการยุติธรรมนั้นถ้าจะพูดคือต้องฟ้องคดีให้เป็นธรรม ฟ้องคนทำผิดและก็ไม่ฟ้องคนบริสุทธิ์ที่อาจจะเผอิญเข้ามาเป็นผู้ต้องหา แต่การจะทำหน้าที่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเที่ยงตรงพนักงานอัยการนั้นต้องพิจารณาสั่งคดีตามพยานหลักฐาน
จะพยายามทำให้พนักงานอัยการมีหลักฐานสมบูรณ์ที่สุด ต้องพยายามขจัดอุปสรรคที่ทำให้หลักฐานไม่สมบูรณ์หรือที่ทำให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งสำนวนไม่รอบคอบ" นายเข็มชัย กล่าวและว่า ยกตัวอย่างเช่นการที่ตัดตอนการสอบสวนและการสั่งคดีออกจากกัน พนักงานอัยการไม่มีโอกาสเข้าไปรู้เห็นหรือร่วมในการกำหนดรูปคดี รวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่แรกทำให้คดีที่ซับซ้อนบางคดีดำเนินการไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ
ที่ผ่านมาก็เคยมีที่เราใช้วิธีประสานงานซึ่งบางครั้งก็จะได้รับความร่วมมือจากตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนจะมาติดต่อพนักงานอัยการเนิ่น ๆ ตั้งแต่เริ่มการสอบสวนเพื่อปรึกษาหารือ หาแนวทางการกำหนดรูปคดี แนวทางการรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งจะทำให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพมาก และส่วนที่เป็นอุปสรรคอีกประการ คือ พนักงานอัยการบางครั้งไม่มีเวลาเพียงพอในการพิจารณาสำนวนการสอบสวนเนื่องจากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนมาใกล้เวลาที่จะหมดอำนาจควบคุมผู้ต้องหาแล้ว ซึ่งพนักงานอัยการและตำรวจก็มีทางปฏิบัติที่ตรงกันหนึ่งอัน คือ ต้องรีบฟ้องคดีไปก่อนที่คดีจะครบกำหนดการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายว่าผู้ต้องหาหลบหนีไปได้ ดังนั้นก็จะพยายามแก้ไขอุปสรรคดังกล่าวนี้ซึ่งก็น่าจะสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
นอกจากนี้จะเน้นพัฒนาอัยการให้มีประสบการณ์ความรู้ความสามารถทำคดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อนอย่างมีประสิทธิพลและก็ได้ผลขณะเดียวกันต้องควบคุมให้พนักงานอัยการนั้นมีคุณธรรม จริยธรรมและมีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งในบรรดาตำแหน่งทั้งหลายของพนักงานอัยการตนเห็นว่าตำแหน่งอัยการจังหวัดเป็นตำแหน่งที่สำคัญและมีบทบาทต่อความเชื่อมั่นของประชาชนด้วยที่มีต่อองค์กรอัยการมากที่สุด ซึ่งสังคมจะเชื่อมั่นเราหรือไม่อยู่ที่อัยการจังหวัดเพราะเขาได้สัมผัสกับประชาชนระดับฐานรากที่เป็นชาวบ้านที่เดือดร้อน ดังนั้นอัยการจังหวัดของเราต้องเก่งและดี มีคุณธรรม ก็จะพยายามพิถีพิถันให้มากที่สุด ให้ได้คนดีคนเก่งมาเป็นอัยการจังหวัด
ส่วนการดูแลรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ก็เป็นภารกิจสำคัญของอัยการ โดยจะพัฒนาพนักงานอัยการให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะก็มีบางคดีที่มีความซับซ้อนมีลักษณะเฉพาะต้องการความรู้ประสบการณ์ขั้นสูงเราก็จะพยายามสร้างพนักงานอัยการที่มีความเชี่ยวชาญโดยอดีตที่ผ่านมาเราเคยคิดว่าอัยการต้องทำเป็นหมดทุกอย่างแล้วการโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งไปตามที่ต่างๆบางทีก็ไม่เอื้ออำนวยให้เขาสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ซึ่งสังคมมีความละเอียดซับซ้อน รูปคดีทั้งหลายที่พิพาทกันก็ยากมากขึ้นจึงจำเป็นต้องจัดระบบแต่งตั้งโยกย้ายให้ได้พนักงานอัยการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่างเรื่องคดีภาษี คดีเศรษฐกิจ หรือแม้บางคดีที่เป็นนโยบายรัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการใช้กฎหมาย เช่น คดีปราบปรามการทุจริต เช่นนี้เราก็ต้องการพนักงานอัยการที่มีความชำนาญเฉพาะ
นายเข็มชัย กล่าวด้วยว่า อนาคตตั้งใจจะจัดให้มีสถาบันฝึกการว่าความชั้นสูงเพื่อฝึกอบรมเพิ่มพูนทักษะประสบการณ์ สร้างและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของพนักงานอัยการนำคำพิพากษาที่ตัดสินยกฟ้องหรือไม่ตัดสินตามที่พนักงานอัยการได้ฟ้องไป มาวิเคราะห์กันดูว่าเป็นเพราะเหตุใดแล้วนำมาปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นในอนาคต โดยปัจจุบันแม้จะมีสำนักงานวิชาการจะทำหน้าที่วิเคราะห์คำพิพากษาอยู่แล้ว แต่ต้องการจะเน้นพัฒนาเรื่องนี้ให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งตนเห็นว่าจริง ๆ แล้วทุกสำนักงานคดีควรต้องมีคณะบุคคลหรือคณะทำงานทำเรื่องนี้เพื่อเร่งรัดการทำงานให้มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้การให้บริการด้านกฎหมายกับหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ เช่นการให้คำปรึกษาหารือตรวจร่างสัญญา การร่วมเป็นคณะกรรมการ คณะทำงานในโครงการต่าง ๆ ก็จะพยายามให้ความร่วมมือตรงนี้มากขึ้นเพราะว่าที่ผ่านมาพนักงานอัยการที่ไปช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐในรูปแบบต่างๆสามารถไปให้ความมั่นใจแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้โครงการต่างๆสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยถ้ารัฐบาลมีนโยบายการให้เบิกจ่ายเงิน การจัดซื้อจัดจ้างดำเนินโครงการอย่างรวดเร็วและบางครั้งถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วไม่มีคนที่จะตอบหรือแก้ไขปัญหางานก็จะสะดุดไม่สมตามที่รัฐบาลมุ่งหวังคาดหมายเอาไว้
ต่อข้อถามที่ว่ารัฐธรรมนูญฯใหม่กำหนดปรับโครงสร้างคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ที่มีหน้าที่พิจารณาโยกย้าย พิจารณาลงโทษอัยการกระทำผิดต่อหน้าที่ โดยให้ประธาน ก.อ.มาจากการเลือกตั้ง จากเดิมอัยการสูงสุดจะเป็นโดยตำแหน่งนั้นจะส่งผลต่อการแทรกแซงการเมืองหรือไม่
นายเข็มชัย กล่าวว่า โครงสร้าง ก.อ.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้แล้ว คือ ประธาน ก.อ.ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ใช่อัยการที่อยู่ในตำแหน่งแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอาจเป็นอดีตอัยการหรืออดีตข้าราชการหน่วยงานก็ได้ ซึ่งประธาน ก.อ.นั้นพนักงานอัยการต้องลงคะแนนเลือกตั้งกันเข้ามา และให้มีสัดส่วน ก.อ.บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่อัยการด้วยอีก 2 คนที่อัยการก็จะเลือกตั้งเข้ามาเช่นกัน ดังนั้นหลังจากนี้เราต้องปรับโครงการ ก.อ.ให้สอดคล้องกับที่รัฐธรรมนูญฯ ใหม่กำหนด ซึ่งการต้องปรับตามรัฐธรรมนูญก็คงไม่กระทบสมดุลเดิมมากเท่าใด โดยองค์ประกอบ ก.อ.ที่เราเคยมีถือว่าสมดุลดีอยู่พอสมควรแล้ว ซึ่งโครงสร้างของ ก.อ.เดิมก็มีสัดส่วนจากบุคคลภายนอก 4 คน คือจากวุฒิสภา 2 คน คณะรัฐมนตรี 1 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณ 1 คนอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อกฎหมายใหม่ต้องให้มีการปรับเลือกประธาน ก.อ.และ ก.อ.สัดส่วนบุคคลภายนอกก็เชื่อว่าอัยการจะใช้ดุลพินิจเลือกคนที่เหมาะสมอยู่แล้ว โดยปกติในอดีตที่ผ่านมาที่เราเคยอยู่กับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม เขาก็ไม่ได้มาแทรกแซงอะไร ดังนั้นจึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาตรงนั้น
"ฝ่ายการเมืองคงมาแทรกแซงไม่ได้ ผมเชื่อมั่นในสปิริตของข้าราชการอัยการทุกคนว่าทุกคนมีวุฒิภาวะ มีคุณวุฒิ มีความรู้ผิดชอบชั่วดี มีความควรไม่ควรที่จะเลือกคนที่เหมาะสมมาเป็นประธาน ก.อ." อัยการสูงสุด ระบุ
นายเข็มชัย กล่าวอีกว่า จากนี้อัยการต้องแก้ไขกฎหมายรับรองการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งคณะทำงานอัยการเรื่องนี้กำลังดำเนินการโดยประชุมกำหนดหลักการเบื้องต้น และได้ส่งให้อัยการทั่วประเทศแสดงความเห็นซึ่งทั้งหมดตอบกลับมาแล้ว ขณะนี้จึงอยู่ในขั้นตอนนำความคิดเห็นนั้นมาประมวลทำร่างกฎหมาย เมื่อเสร็จก็จะนำไปขอความคิดเห็นประชาชนตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 77 วรรคสองกำหนดไว้ เพื่อนำความเห็นนั้นมาสรุปเป็นร่างกฎหมายเสนอรัฐบาลพิจารณาใน 1 ปีก็จะครบกำหนดวันที่ 6 เม.ย.61 แล้วส่งสภานิติบัญญัตห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไปซึ่งชั้น สนช.ไม่มีกำหนดเวลาก็แล้วแต่ว่าจะพิจารณาเสร็จเมื่อใด โดยเมื่อผ่านกฎหมายมาบังคับใช้แล้วจึงมีจะการจัดเลือกตั้งประธาน ก.อ.ใหม่ได้ ซึ่งแปลว่าอย่างน้อยอาจจะใช้เวลา 1 ปีเศษในการแก้กฎหมายใหม่มารองรับการปรับโครงสร้าง ก.อ.ใหม่ โดยระหว่างนี้คณะ ก.อ.ชุดเดิมตามโครงสร้างเก่าที่มีอัยการสูงสุดเป็นประธานโดยตำแหน่งก็ยังบริหารองค์กรไปก่อน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการแก้ไขกฎหมายที่มีปรับลดอายุการพ้นตำแหน่งบนิหารของอัยการจากเดิม 70 ปีให้เหลือ 65 ปีนั้น นายเข็มชัย อัยการสูงสุด กล่าวว่า เดิมก็เคยมีความเห็นแตกต่างกันบ้าง แต่ขณะนี้ส่วนใหญ่ความเห็นในองค์กรก็เห็นด้วยซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์องค์กรทำให้เราได้ผู้บริหารที่มีอายุไม่มากเกินไปนักและความก้าวหน้าของอัยการรุ่นต่อไปก็จะรวดเร็วขึ้น ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายของอัยการเราใช้ระบบความรู้ความสามารถ ความเหมาะสมกับตำแหน่งนั้น คือจะไปดำรงตำแหน่งใดคนนั้นต้องมีความรู้ความสามารถประสบการณ์เหมาะกับตำแหน่งนั้นโดยลักษณะนี้เราจะใช้กับการโยกย้ายตำแหน่งระดับสูง เช่น อธิบดีอัยการ , รองอธิบดีอัยการ ตัวอย่างหากต้องมาคุมสำนักงานคดีปกครองก็ต้องมีประสบการณ์คดีปกครองมา จะนำอัยการที่ทั้งชีวิตทำแต่คดีอาญามาเป็นอธิบดีคดีปกครองก็คงจะไม่ถูกแม้ว่าจะมีอาวุโสก็ตาม ดังนั้นก็ต้องดูความเหมาะสมเป็นหลักด้วย ส่วนตำแหน่งที่รองลงมาระดับปฏิบัติโดยส่วนใหญ่อัยการจะมีความสามารถทำได้ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาเช่นนี้ก็พิจารณาเรื่องอาวุโสกับการที่เขาสมัครใจและความประสงค์เป็นเกณฑ์ โดยเป็นแนวทางที่เรารับทราบกันและ ก.อ.ก็ยึดถือมาซึ่งได้ผลดีพอสมควร
ต่อข้อถามถึงกรณีที่มีการสอบผู้ช่วยอัยการแล้วผ่านเกณฑ์ได้จำนวนน้อยล่าสุดผ่านเพียง 11 คน นายเข็มชัย อัยการสูงสุด กล่าวว่า การรับสมัครอัยการผู้ช่วยมีมาตรฐานการสอบต้องผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 ซึ่งเราให้อิสระกรรมการสอบเต็มที่ ซึ่งการสอบแต่ละครั้งเราบอกไม่ได้ว่าจะได้จำนวนมาก-น้อยแค่ไหน ดังนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเปิดสอบใหม่ แต่ก็ยอมรับว่าพนักงานอัยการขาดแคลนเราก็อยากได้มากกว่านี้ เพราะโดยเฉพาะอัยการต่างจังหวัดมีงานตึงมือ ทั้ง ๆ ที่อัยการควรต้องมีจำนวนได้สัดส่วนพอกับผู้พิพากษาในคดี
"ตัวอย่างเช่นหากผู้พิพากษามีประจำ 12 บัลลังก์ แล้วหากมีคดีขึ้นครบทั้ง 12 บัลลังก์ เราก็ควรจะมีอัยการอย่างน้อย 12 คน เพื่อจะได้ว่าความให้ครบ เพราะหากมีอัยการเพียง 8 คน ก็ต้องวิ่งถึง 2 บัลลังก์ ประสิทธิภาพก็จะลดลง" นายเข็มชัย อัยการสูงสุด กล่าวและว่า ในช่วงปี 2553 ก่อนที่อัยการจะได้มาเป็นองค์กรอัยการตามรัฐธรรมนูญ ต้องอยู่ภายใต้กำกับของฝ่ายบริหารแล้วในอดีตรัฐบาลมีนโยบายไม่เพิ่มอัตรากำลังช่วงจังหวะนั้นจึงทำให้อัยการไม่ได้รับอัตรากำลังเพิ่มนานถึง 5-6 ปี แต่ในส่วนของศาลมีการเพิ่มอัตรากำลังอยู่ เพราะศาลต้องนั่งครบองค์คณะ จึงทำให้อัตรากำลังคนของอัยการกับศาลเมื่อเทียบกันมีความต่างกันพอสมควรเกือบ 1,000 คน ดังนั้นสำนักงานอัยการสูงสุดเองก็พยายามที่จะจัดสอบผู้ช่วยอัยการเพื่อเพิ่มอัตรากำลัง โดยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดสอบรับผู้ช่วยอัยการบ่อยครั้งในหลายสนาม"



