
(บันทึก) คนสุดท้าย...กราบพระบรมศพ
บันทึก : 24 ชม.สุดท้ายของการเข้า “กราบพ่อ” หลายคนมาครั้งแรก หลายคนมาเป็นครั้งที่สิบครั้งที่ร้อย หลายคนมาเกือบไม่ทัน หลายคนพลาดหวัง แต่ทุกคนมีความรู้สึกเดียวกัน
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ดิฉันมีโอกาสได้ไปเก็บบรรยากาศผู้เข้ากราบพระบรมศพในวันสุดท้าย หลังจากในช่วงเย็นดิฉันได้ไปต่อแถวเพื่อเข้ากราบพระบรมศพ ใช้เวลาเพียงประมาณ 4 ชั่วโมงเท่านั้น จากช่วง 4 โมงครึ่งที่ไปต่อแถวจุดคัดกรองฝั่งโรงแรมรัตนโกสินทร์ ไม่ถึง 2 ทุ่มครึ่งดี การทำตามความตั้งใจที่จะเข้าไป “กราบพ่อหลวงครั้งหนึ่งในชีวิต” ก็สำเร็จ
หลังจากนั้นดิฉันวกกลับมาที่จุดคัดกรองบริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์อีกครั้งเพื่อเก็บบรรยากาศเหล่าพสกนิกรเข้ากราบพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้เป็นดั่งดวงใจ” ในช่วงเวลาสุดท้าย
ตั้งแต่ช่วงประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง หางแถวยังคงอยู่ตรงบริเวณโรงแรม เรียกว่ามาถึงก็เข้าจุดคัดกรองได้เลย ไม่เหมือน 2 วันที่ผ่านมา คือวันที่ 3 และ 4 ตุลาคม ที่หางแถวของจุดคัดกรองทั้งฝั่งโรงแรมรัตนโกสินทร์และฝั่งวงเวียน รด. ทบไปทบมายาวหลายกิโลเมตร ผู้เข้ากราบพระบรมศพแต่ละคนต้องใช้เวลามากกว่า 10 ชั่วโมง
สำหรับวันที่ 5 ตุลาคม ช่วงที่แถวยาวจึงเป็นเพียงช่วงกลางคืนหลังพ้นวันที่ 4 ตุลาคมมา ที่มีประชาชนตกค้างอยู่ในแถวจำนวนมาก กว่าจะเคลียร์ท้ายแถวหมดก็ช่วงสาย
สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 00.01น.ของวันที่ 5 ไปจนถึงกลุ่มสุดท้ายที่กราบพระบรมศพเสร็จที่เวลา 02.18น. ของวันที่ 6 ต.ค. ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 110,889 คน ถือเป็นวันที่มีประชาชนเข้ามากราบสักการะพระบรมศพมากที่สุด
รองลงมาคือวันที่ 4 ต.ค. 60 จำนวน 96,150 คน และ วันที่ 1 ต.ค. 60 จำนวน 90,300 คน รวม 337 วัน มี 12,739,531 คน
กลับมาที่บรรยากาศช่วงสุดท้ายที่จุดคัดกรองฝั่งโรงแรมรัตนโกสินทร์ ยังมีผู้คนทะยอยเข้ามาเรื่อยๆ ท้ายแถวไม่ขยับออกไปจากโรงแรมฯ และหลังจากมีข่าวออกไปว่าหางแถวเข้ากราบพระบรมศพวันนี้ไม่ยาวอย่างที่คาดกันไว้ จึงทำให้หลายคนที่อยู่ไม่ไกลและยังไม่เคยมากราบพระบรมศพตัดสินใจเดินทางมาแน่นอนกันนาทีสุดท้าย บางคนมาทัน บางคนมาไม่ทัน
(คลิปบรรยากาศที่จุดคัดกรองหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ช่วงเวลา 4 ทุ่มของวันที่ 5 ตุลาคม)
สำหรับผู้คนที่เข้าสู่จุดคัดกรองในช่วงนาทีท้ายๆ ส่วนใหญ่วิ่งเข้ามาเพราะกลัวไม่ทัน บางคนหอบหิ้วลูกที่กำลังหลับมาด้วย สะท้อนให้เห็นถึงความรักอย่างเต็มหัวใจที่พวกเขามีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9
แล้วนาทีสุดท้ายก็มาถึง เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มแจ้งว่ากำลังหมดเวลาในการเข้ากราบพระบรมศพ แต่ก็ยังมีการอลุ่มอล่วยให้ประชาชนที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาอีกได้เข้าไปได้ จนกระทั่งผ่านไปประมาณ 10 นาที คราวนี้เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณปิดการเข้าสู่จุดคัดกรองจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 20 ที่เข้ามาไม่ทัน ทุกคนพยายามขอร้อง พยายามแจ้งเหตุผลที่มาช้า บางคนหน้าสลด บางคนน้ำตาเริ่มคลอ แต่เมื่อมีการเจรจาร้องขอกันอยู่สักครู่ สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็อนุญาตให้เข้าไป ในจำนวนนี้หลายคนมาเป็นครอบครัว เด็กๆหลายคนมาในชุดนักเรียน
แน่นอนในมุมของนักข่าว ความตั้งใจของทุกสำนักที่เหมือนกันคือ การขอสัมภาษณ์ความรู้สึกของผู้ที่ได้ชื่อว่าเข้ามาเป็น “คนสุดท้าย”
หลังจากเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ประชาชนกลุ่มสุดท้ายเข้าไป ดิฉันเดินตามเข้าไปทำข่าวด้วย โดยยังคงถ่ายทอดบรรยากาศช่วงสุดท้ายนี้ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ซึ่งเริ่มถ่ายทอดมาตั้งแต่ก่อนจะถึงเวลาเที่ยงคืน
(ดูคลิป...10 นาทีสุดท้ายก่อนเที่ยงคืน จนถึงคนสุดท้ายที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ)
เมื่อผ่านจุดคัดกรองเข้าไป ดิฉันเห็นกลุ่มพี่น้องนักข่าวกำลังสัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่งในฐานะที่เป็น “ประชาชนคนสุดท้าย” ที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ ต่อมาทราบว่าคือ คุณกุลวดี นภากร พนักงานการบินไทย
เธอ ให้สัมภาษณ์กลุ่มผู้สื่อข่าวว่า การเข้ากราบพระบรมศพครั้งสุดท้ายนี้ เป็นครั้งที่ 7 ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพร่วม 2 ครั้ง และมาในนามส่วนตัวอีก 4 ครั้ง
“วันนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเลยเข้ามาลองดู เพราะได้ฟังข่าวว่าวันนี้แถวสั้นลง ก็ถือว่าโชคดีที่ได้เข้ามากราบอีก” เธอเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแสดงให้เห็นถึงความอิ่มเอิบใจ
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กลุ่มผู้สื่อข่าวกำลังสัมภาษณ์คุณกุลวดี อยู่นั้น ปรากฎว่ามีคุณผู้หญิงอีกคนอุ้มเด็กชายวัย 2-3 ขวบกึ่งเดินกึ่งวิ่งผ่านจุดคัดกรองเข้ามาพร้อมร้องไห้ ผู้สื่อข่าวพยายามจะเข้าไปขอสัมภาษณ์ ในช่วงแรกเธอปฏิเสธ แต่สุดท้ายเธอก็ยอมให้สัมภาษณ์ในฐานะที่เป็นคนสุดท้าย(อีกคน)ที่ได้เข้ามากราบพระบรมศพ
เธอพูดเสียงเครือว่า “คนไทยรู้สึกทุกคนแหละว่าขอให้ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มากราบท่าน” และบอกว่านี่คือการเข้ามากราบพระบรมศพครั้งแรกของเธอ เพราะมีหลานจึงมาไม่สะดวก พร้อมเล่ากระท่อนกระท่อนว่า ที่มาช้าเพราะรถติดอยู่บนทางด่วนนานเป็นชั่วโมง “ค่าแท็กซี่ขึ้นไป 400 บาท... มาจากแถวสุวรรณภูมิ”
หลายคนเชื่อทันทีว่า เมื่อเจ้าหนูน้อยเติบโตขึ้นมาเขาจะมีความสุขเมื่อได้รับรู้ว่าเขา “เกิดในรัชกาลที่ 9” และเป็นคนสุดท้าย(อีกคน) ที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ
แน่นอน มีผู้สมหวังก็ย่อมมีผู้พลาดหวัง และหนึ่งในนั้นคือ “ภัสสร์ภวิศา จิวพัฒนกุล” สาววัย 25 ปี เธอกับพี่สาวพยายามเจรจากับเจ้าหน้าที่อยู่ครู่หนึ่งก่อนเจ้าหน้าที่จะยืนยันว่าไม่อนุญาตให้เข้าไปได้จริงๆ
“ภัสสร์ภวิศา” เล่าว่า ครอบครัวของเธอเพิ่งตัดสินใจเมื่อช่วง 5 ทุ่มว่าจะมากราบพระบรมศพ เพียงแค่ 1 ชั่วโมงก่อนปิดจุดคัดกรอง
“บ้านเราอยู่รามอินทรา เมื่อตอน 5 ทุ่ม ระหว่างที่พวกเรานั่งดูข่าวประชาชนมากราบพระบรมศพอยู่ แม่ก็ถามขึ้นว่าทำไมพวกเราไม่ไป ทั้งที่เราอยู่ไม่ไกล บางคนข้ามน้ำข้ามทะเลมากราบท่าน... สารภาพว่าก่อนหน้านี้ตัวหนูเองก็คิดว่าคงไม่มากราบท่าน เพราะคิดว่าอยู่ที่ใจ กราบท่านที่ไหนก็ได้ และที่สำคัญเราควรทำอะไรอีกมากมายตามคำสอนของท่านเพื่อให้เกิดประโยชน์จริงๆ แต่พอแม่พูด เราก็เลยตกลงกันว่าเราจะมา เรารีบแต่งตัวออกจากบ้านตอนประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง ตอนออกมาก็เตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะมาไม่ทัน มาถึงรีบให้พ่อแม่ลงไปก่อนแล้วหนูกับพี่รีบไปจอดรถ เสียดายที่หนูเข้าไปไม่ได้ แต่ก็โชคดีที่พ่อกับแม่ได้เข้าไปกลุ่มสุดท้ายพอดี”
ไม่ว่าจะใช้เวลาเร็วหรือช้าในการเข้ากราบพระบรมศพ...
ไม่ว่าจะมาคนสุดท้ายหรือไม่...
หรือแม้บางคนจะมาไม่ทัน หรือไม่ได้มาเพราะไม่สะดวก...
แต่ดิฉันเชื่อว่า ทุกหัวใจเปี่ยมไปด้วยความรักและเทิดทูนต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่แพ้กัน...
+++++
เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ คมชัดลึกออนไลน์
ภาพเนชั่น : ประเสริฐ เทพศรี
ขอบคุณภาพ ภาคภูมิ ประทุมเจริญ/ Bigg Sirirojwong



