
หอการค้าไทยระบุดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโตต่อเนื่อง
หอการค้าไทยระบุดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโตต่อเนื่อง
วันที่ 5 ต.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนกันยายนว่า ดัชนีฯในเดือนก.ย.ที่ผ่านมา อยู่ในระดับ 75.0 ปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน เนื่องจากการส่งออกของไทยในเดือนก.ย.เพิ่มขึ้นถึง 13.23% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 55 เดือน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กบง.) ปรับเพิ่มอัตรากรขยายตัวของจีดีพีปีนี้จาก 3.5% เป็น 3.8% และปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีปี 2561 จากขยายตัว 3.7% เพิ่มเป็น 3.8% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างชัดเจน ทั้งการส่งออกและบริการที่ปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งยังมีการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ
นอกจากนี้ ทุกสถาบันทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างก็ปรับประมาณการเติบโตของจีดีพี อยู่ในกรอบ 3.7-4% การส่งออกเติบโต 6-8% รวมทั้งหน่วยงานต่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ก็ปรับประมาณการจีดีพีไทยดีขึ้นขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3.5% รวมทั้งธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดียี) ก็ปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯที่เติบโตต่อเนื่อง 2 เดือน เป็นการฟื้นตัวที่เล็กน้อยแทบจะไม่ได้ปรับขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ราคาพืชผลทางการเกษตรโดยส่วนใหญ่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และสัปปะรดโรงงาน เป็นต้น ทำให้กำลังซื้อทั่วไปในหลายจังหวัดทั่วประเทศขยายตัวในระดับต่ำและไม่คล่องตัว ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้นมากนัก ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังเป็นดัชนีเดียวที่ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำในปัจจุบันเดือนก.ย. ลดลงจาก 56.1 มาอยู่ที่ 55.1 ดัชนีการซื้อรถยนต์ บ้าน และท่องเที่ยวไม่ปรับตัวเพิ่ม โดยสาเหตุที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้นมาจากดัชนีคาดการณ์อนาคตแทบทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะประชาชนมองว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้น
“แม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่อง การท่องเที่ยวเติบโต แต่ผู้ประกอบการยังไม่มั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจโลกในอนาคต รวมทั้งยังมีปัจจัยเรื่องสินค้าเกษตรกลักๆ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มยังไม่ค่อยดีนัก รวมทั้งยังมีแต่ข่าวการขึ้นราคาสินค้าทั้งแอลพีจี เอ็นจีวี น้ำมัน เหล้า บุหรี่ ทำให้ประชาชนไม่รู้สึกว่ามีรายได้เพิ่ม”
นายธนวรรธน์เผยต่อว่าสำหรับการเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 3 คาดว่าจะขยายตัว 3.8% ไตรมาส 4 ประมาณ 4% โดยรวมทั้งปีไม่น่าจะถึง 4% เพราะไม่มีไตรมาสไหนโตถึง4% ส่วนในปี 2561 คาดว่า จีดีพี จะโตถึง 4-4.5% เนื่องจากประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง และผลบวกจากความสัมพันธ์กับสหรัฐที่ดีขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเข้าหารือกับ นายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะทำให้การค้าระหว่างประเทศของไทยดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ รัฐบาลควรจะออกมาตรการเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในภูมิภาค ทดแทนราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานให้เกิดการใช้สอยในพื้นที่ ซึ่งหากปล่อยให้ประชาชนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้น รายกระจุกไม่กระจาย จะกระทบกับอัตราการเติบโตของ จีดีพี ปีหน้า ไม่ถึง 4%
ส่วนปัจจัยเสี่ยงในปีหน้าอยู่ที่เศรษฐกิจโลก กรณีการแคว้นคาตาลุญญาจะขอแยกตัวจากประเทศสเปน เพราะแคว้นนี้มีสัดส่วนถึง 20% ของจีดีพีสเปน จะกระทบต่อเศรษฐกิจและเรตติ้งของสเปน รวมทั้งอาจจะเกิดโดมิโน่ลามไปถึงสก็อตแลนด์ ที่จะแยกตัวจากอังกฤษ รวมทั้งยังมีผลกระทบจากเบรกซิทที่จะเริ่มเป็นปีแรกกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปโดยรวม ทำให้เศรษฐกิจโลกโตได้ช้า นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกาหลีเหนือถ้าเกิดประทุเป็นสงครามก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ รวมทั้งความเสี่ยงในเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติ และการก่อการร้าย
นายธนวรรธน์ย้ำด้วยว่า สำหรับผลบวกจากการส่งออกที่เติบโตในปีนี้ คาดว่าจะส่งผลให้ผู้ประกอบการเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มโอที และจ้างงานเพิ่ม ทำให้ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1 ของปีหน้า รวมทั้งยังได้รับผลบวกจากการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ทำให้ปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น
“ในช่วงต้นปี2561 แนวโน้มเศรษฐกิจสดใสแต่ไม่คึกคัก การจ้างงานในปีหน้าจะดีขึ้น อัตราการว่างงานจะลดลงจากปีนี้ที่อยู่ในระดับ 1.2% เหลือ 0.9-1%”



