ข่าว

รวบหนุ่มตระเวนฉกกล้องตามบูธจัดงาน

รวบหนุ่มตระเวนฉกกล้องตามบูธจัดงาน

05 ต.ค. 2560

ตร.รวบหนุ่มชาวลพบุรี ตระเวนฉกกล้องช่างภาพตามบูธจัดงาน สารภาพนำเงินใช้จ่าย-เล่นพนัน

 

               เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2560 พล.ต.ต.ดุสิต สมศักดิ์ ผบก.น.6 พ.ต.อ.ภพธร จิตหมั่น ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.อาทิตย์ ซิ้มเจริญ รอง ผกก.สส. พ.ต.ต.เอกรินทร์ อุปเวช สว.สส. พร้อมตำรวจ สน.ปทุมวัน จับกุมนายเกรียงไกร ทรัพย์มากมี อายุ 43 ปี ชาวจ.ลพบุรี พร้อมของกลางเสื้อผ้าที่ใส่ในวันก่อเหตุ เลนส์กล้องวิดีโอ ตั๋วโรงรับจำนำ หลังก่อเหตุขโมยกล้องวิดีโอและอุปกรณ์กล้องตามงานแถลงข่าว ซึ่งล่าสุดได้ก่อเหตุขโมยเลนส์กล้องถ่ายทอดสด มูลค่า 7.5 แสนบาทของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ภายในงานแข่งขันกีฬาวอลเล่ย์บอล แชมป์กีฬา 7 สี อุดมศึกษา 2017 เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา

               สืบเนื่องจากตำรวจได้รับแจ้งว่ามีคนร้ายตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์ในหลายท้องที่ กระทั่งเมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา นายกฤษ (สงวนชื่อและนามสกุล) ผู้เสียหาย ได้เดินทางเข้าแจ้งความ หลังกล้องถ่ายภาพหายไปในงานแถลงข่าวที่จัดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านราชประสงค์ ตำรวจจึงตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบนายเกรียงไกร สวมหมวกปิดบังใบหน้า ปะปนกับคนที่มาร่วมงาน มีพฤติกรรมเดินเข้า-ออกภายในงาน และจุดที่กล้องหายหลายครั้ง จึงได้ขออนุมัติหมายจับตามภาพวงจรปิด ก่อนจะสืบสวนทราบว่านายเกรียงไกร อาศัยอยู่ในเขตบ้านพักของกรมราชทัณฑ์ เรือนจำคลองเปรม จึงนำกำลังเข้าจับกุม และขยายผลไปยังบ้านพัก พบเลนส์กล้องยี่ห้อ fujinon มูลค่า 7.5 แสนบาท ของช่างภาพช่อง 7 ที่หายไปหลังจากการถ่ายทอดสดวอลเล่ย์บอล ก่อนทางช่างภาพจะไปแจ้งความในท้องที่ สภ.นนทบุรี

               นายกฤษ กล่าวว่า ตนทำงานช่างภาพอิสระ วันเกิดเหตุได้ถูกว่าจ้างให้ไปถ่ายงานอีเว้นในห้างสรรพสินค้า กระทั่งประมาณ 19.00 น. พบว่ากล้องที่วางไว้หายไป จึงเดินทางเข้าแจ้งความ และเมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดเห็นคนร้ายมีพฤติกรรมน่าสงสัย จึงได้แชร์ข้อมูลทางโซเชียลให้ช่วยติดตามตัว

               ด้านนายพิษณุ โคตรบุรี อายุ 33 ปี พนักงานบริษัทเอกชน หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้จัดงานขึ้น ซึ่งตนมีหน้าที่ถ่ายภาพภายในงาน กระทั่งวันสุดท้าย กล้องและโน้ตบุ๊ค หายไป จึงได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในงาน พบคนร้ายทำทีเดินเข้ามาในงานล่วงหน้า 2 วันก่อนวันสุดท้ายที่จัดงาน และกำลังเก็บของกลับบ้าน คนร้ายสวมหมวกสีฟ้า ปิดบังใบหน้า และไม่มองขึ้นมาด้านบนเพื่อหนีการถูกกล้องวงจรปิดจับภาพ ได้ เดินเข้ามาในจุดที่พวกตนอยู่ ก่อนดึงกระเป๋าที่ใส่กล้อง โน๊ตบุ๊ค และไอแพด มูลค่ารวม 1 แสนบาทไป จึงได้แจ้งความไว้ที่ สน.ลุมพินี ก่อนทราบว่าคนร้ายถูกจับได้ที่ สน.ปทุมวัน จึงเดินทางมาชี้ตัว เบื้องต้นพบหลักฐานเป็นหมวกสีฟ้าซึ่งตรงกับวันที่ก่อเหตุ

               จากการสอบสวน นางเอ (นามสมมุติ) พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ภรรยาผู้ต้องหา ให้การว่า ไม่ทราบว่าสามีมีพฤติกรรมก่อเหตุลักทรัพย์ เพราะทุกเช้าจะออกไปส่งตนเพื่อทำงานและจะพบกันอีกครั้งในช่วงเย็น เคยเห็นสามีเอากล้องกลับมาบ้านแต่ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะสามีบอกว่าซื้อมาด้วยเงินของตัวเอง กระทั่งช่วงเช้าที่ผ่านมาสามีตนถูกตำรวจจับจึงได้ทราบเรื่อง อย่างไรก็ตามสามีเคยก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้วและเคยถูกจับ แต่ก็ไม่คิดว่าจะหวนกลับมาก่อเหตุอีก

               พ.ต.อ.ภพธร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบประวัติคนร้ายเคยก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง และมีหมายจับในท้องที่ สน.ปทุมวัน 2 หมาย สน.ประชาชื่น 1 หมาย และสน.บางซื่อ 1 หมาย ในข้อหาลักทรัพย์ ทั้งยังเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ส่วนทรัพย์สินที่ได้จะนำไปขายที่ร้านแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าย่านปทุมวัน เงินที่ได้ก็จะนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

               ด้าน พล.ต.ต.ดุสิต เปิดเผยว่า คนร้ายมีความเชี่ยวชาญในการก่อเหตุ และลงมือมาหลายครั้ง และจากการสอบสวนทราบว่า คนร้ายจะลงมือตอนที่ผู้เสียหายเผลอหรือกำลังเก็บของ และสาเหตุที่เลือกกล้องเพราะว่าเป็นส่วนที่สามารถแยกชิ้นส่วนหากลักไปก็ไม่ผิดสังเกต ซึ่งคนร้ายได้นำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปใช้เป็นหลักฐานในการจำนำทรัพย์สินที่ได้ไปด้วย อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่าคนร้ายนำของไปขายให้ร้านค้าย่านปทุมวันและสะพานเหล็ก เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายและเล่นการพนัน