
นานแค่ไหนก็จะรอกราบพระบรมศพครั้งสุดท้าย
5 ตุลาคม 60 วันสุดท้ายของการเข้ากราบสักการะพระบรมศพของประชาชน เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน พสกนิกรยังคงหลั่งไหลไม่ขาดสาย
วันที่ 5 ตุลาคม ตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังเพิ่มอีก 5 วันหลังจากกำหนดเดิม 30 กันยายน มาเป็นสิ้นสุดที่เวลา 24.00 น.ของวันที่ 5 ตุลาคม และนับเป็นวันที่ 338 ที่เปิดให้เข้ากราบนั้น ปรากฏว่าตลอดทั้งวันได้มีพสกนิกรจากทั่วสารทิศเดินทางมาอย่างไม่ขาดสาย โดย กรอ.รส.ได้เปิดจุดคัดกรอง 2 จุดใหญ่ๆ คือบริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งตั้งแต่ช่วงกลางดึกหางแถวยาวไปจนถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศก่อนจะค่อยๆ กระชับมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตลอดทั้งวัน ส่วนอีกจุดคัดกรองบริเวณวงเวียนรักษาดินแดนหางแถวเลียบคลองคูเมืองยาวไปจนถึงกระทรวงมหาดไทย และถนนเจริญกรุง ซึ่งเมื่อประชาชนทั้งสองจุดผ่านจุดคัดกรองเข้ามายังเต๊นท์พักรอชั้นในแล้ว จะแบ่งแถวเป็น 4 แถว และ 2 แถวตามลำดับ ก่อนจะเฉลี่ยประชาชนจากทั้งสองสายบริเวณศาลหลักเมืองเพื่อให้เข้าไปยังเต๊นท์พักรอชั้นสุดท้ายครั้งละ 500-1,000 คน สลับกันไป จากนั้นจึงเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ซึ่งประชาชนจะได้เข้ากราบพระบรมศพเฉลี่ยชั่วโมงละ 4,000-5,000 คน ทำให้การระบายคนเป็นไปอย่างเรียบร้อย ซึ่งวันนี้คาดว่าประชาชนจะมีประชาชนเดินทางมาจำนวนมากและอาจยาวไปจนเลยเวลา 24 นาฬิกา โดยทุกคนจะได้เข้ากราบจนครบตามที่ กรอ.รส.แจ้งไปก่อนหน้านี้
ขณะที่สภาพอากาศในวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสตั้งแต่เช้า และมีแดดค่อนข้างจัด ประชาชนบางส่วนพกพาร่มกันแดดมาเอง ส่วนคนที่ไม่ได้เตรียมมาก็มีร่มให้ยืม ซึ่งแต่ละคนต้องรอเฉลี่ย 8-12 ชม.ถึงได้เข้ากราบ และเป็นที่สังเกตุว่ามีกลุ่มนักเรียนนักศึกษามากันอย่างหนาตา ถามไถ่ได้ความว่าเนื่องจากอยู่ในช่วงปิดเทอมและเป็นวัดสุดท้ายจึงอยากใช้เวลาว่างมาน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมกับร่วมเป็นจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์หลังจากเข้ากราบแล้ว
นางอาภรณ์ พหุพันธ์ อายุ 55 ปี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดบ่อบุญ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ที่เดินทางมาพร้อมเพื่อนครูรวม 7 คน กล่าวว่า เมื่อทราบว่าสำนักพระราชวังได้ขยายเวลาเข้ากราบพระบรมศพอีก 5 วันและวันนี้เป็นวันสุดท้ายจึงรีบชักชวนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนปิดเทอมพอดีออกเดินทางจากที่พักเวลา 18.00 น.ของวันที่ 4 ตุลาคมท่ามกลางฝนตกหนักมาถึงท้องสนามหลวงเวลา 21.00 น.ก่อนจะไปเข้าคิวรอโดยท้ายแถวอยู่ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และได้เข้ากราบพระบรมศพเมื่อเวลา 08.00 น. ของวันรุ่งขึ้น แม้จะรอนานถึง 11 ชม.แต่อาการปวดเมื่อยและเปียกปอนจากฝนตกลงมาเป็นระยะได้หายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้นั่งน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและหมอบกราบอยู่เบื้องหน้าพระบรมโกศ
"เป็นครั้งแรกที่ได้มากราบพระองค์ท่าน จะให้รอนานแค่ไหนก็ทนได้ ดีใจที่ได้เห็นผู้คนหัวใจเดียวกันมากันมากมาย ได้ทักทาย ได้ช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ รู้สึกอิ่มใจ วันนี้เตรียมตัวมาอย่างดี ทั้งร่ม เสื้อกันฝน รองเท้ายาง เพื่อให้ไม่เป็นอุปสรรคในการรอ ถือว่าท้าทายความอดทนมาก แต่คงเทียบไม่ได้กับสิ่งที่พระองค์ท่านทำเพื่อประชาชนมาตลอดพระชนม์ชีพ เราอยู่เพชรบุรีถือว่าใกล้พระองค์พอสมควร เพราะมีโครงการพระราชดำริหลายแห่ง อย่างโครงการชั่งหัวมัน ก็มีโอกาสพานักเรียนไปทัศนศึกษาอยู่บ่อยๆ ในฐานะครูก็พยายามถ่ายทอดพระราชการณียกิจให้คนรุ่นหลังฟังให้มากที่สุด เพราะนั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาจะรับรู้ได้ เพราะเกิดไม่ทันช่วงที่พระองค์เสด็จฯ ไปทรงงานทั่วประเทศ นอกจากนี้ที่โรงเรียนยังปลูกฝังให้เด็กๆ รู้รักสามัคคี รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ โดยยกตัวอย่างพระราชจริยวัตรของในหลวง ร.9 อย่างการใช้ยาสีฟันให้หมดหลอด การรีไซเคิลขยะใช้แล้ว การใช้ดินสออย่างคุ้มค่า จะเห็นตลอดเวลาพระองค์เสด็จฯไปที่ใด พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือดินสอ อีกข้างถือแผนที่ เป็นภาพประทับใจไม่รู้ลืม ที่สำคัญภาพพระเสโทที่ไหลลงปลายพระนาสิกของพระองค์บ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยแต่ไม่ทรงบ่น เวลาทำอะไรเหนื่อยๆ นึกถึงภาพนี้แล้วทำให้หายเหนื่อยได้ รักและเทิดทูนพระองค์ที่สุดในโลก" แม่พิมพ์ของชาติ กล่าวด้วยความซาบซึ้ง
ด้านนางกุหลาบ พลายศรี อายุ 81 ปี ชาวนา อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี กล่าวด้วยใบหน้าปลื้มปีติว่า ตัวเองสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เพราะเจ็บออดๆ แอดๆ ตามประสาผู้สูงอายุ ทั้งปวดขาและปวดบั้นเอว ทำให้ยืนหรือเดินนานๆ ไม่ได้ แต่คิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราคนไทยจะได้กราบในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงคิดว่ายังไงต้องมาให้ได้สักครั้ง จึงเดินทางมากับลูกชายโดยออกจากบ้านตั้งแต่ตีสี่และนั่งรถโดยสารประจำทางมาด้วยกัน พร้อมกับพกยาดมยาหม่องมาเผื่อและได้เข้ากราบเวลา 11.30 น.
"วันนี้อากาศร้อน แต่พอได้ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้กราบเบื้องหน้าพระบรมโกศแล้วรู้สึกเย็นสบาย แม้วันที่พระองค์เสด็จสวรรคตจะใจหายอย่างบอกไม่ถูก ส่วนตัวไม่ได้ตั้งจิตอธิษฐานอะไรเพราะคิดว่าพระองค์ต้องเสด็จสู่สรวงสวรรค์อยู่แล้ว ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ตัวจริงสักครั้ง ได้แต่ดูพระองค์ท่านผ่านจอโทรทัศน์เห็นพระองค์ทรงงานมากมายเพื่อความอยู่ดีกินดีของคนไทย เห็นได้ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่รักและทำเพื่อคนไทยจริงๆ" นางกุหลาบ กล่าวด้วยความตื้นตัน
นักเรียนสาวกลุ่มใหญ่มาด้วยหัวใจภักดี นางสาวสุดหทัย ทองปรอน พร้อมด้วยนางสาววิจิตตรา ยอดพรหม นางสาววัชรี แพงดี นางสาวชรินทร กมเลศร์ และนางสาวฐิติพร รูปเกลี้ยง นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ มาต่อแถวเข้ากราบพระบรมศพตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของวันที่ 4 ตุลาคม ได้กราบพระบรมศพในเวลา 10.30 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม ร่วมกันกล่าวด้วยสีหน้าปลาบปลื้มหลังได้เข้ากราบพระบรมศพเป็นครั้งแรกว่า หลังจากปิดภาคการศึกษาแล้ว ก็คุยกันว่าอยากมากราบพระบรมศพสักครั้งในชีวิต แต่ละคนจึงขออนุญาตผู้ปกครองและเดินทางมาต่อแถวช่วงกลางคืนโดยไม่ได้หลับได้นอน ซึ่งระหว่างรอเวลา 03.00-05.00 น.ก็มีฝนตกลงมา ทุกคนต่อแถวรอท่ามกลางสายฝนด้วยความอดทน รู้สึกมีความสุขมากกว่าเหนื่อยด้วยซ้ำ
"ระหว่างต่อแถวรอไม่รู้สึกท้อเลย เพราะตั้งใจมากราบพระบรมศพแล้ว ยังไงก็ต้องเข้ากราบให้ได้ และคงน้อยนิดมากกับเวลา 70 ปี ที่ในหลวงร.9 ทรงงานเพื่อคนไทย ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่าง ทรงพระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ประชาชนนำไปปฏิบัติเพื่อความมีอยู่มีกิน อย่างไรก็ดี พวกเรามีสิ่งที่ตั้งใจจะทำถวายพระองค์คือ การจะตั้งใจเรียน รวมถึงปฏิบัติตัวเป็นคนดี โดยล่าสุดพวกเราได้สมัครจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ประเภทการแพทย์ ซึ่งจะปฏิบัติงานในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ" น.ส.สุดหทัยตัวแทนเพื่อนๆ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณกำแพงวัง ฝั่งถนนมหาราช ซึ่งตรงกับด้านข้างของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีประชาชนนำช่อดอกไม้ และพวงมาลัยมาวาง พร้อมก้มกราบลงที่สนามหญ้า เพื่อแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายในวันนี้
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 00.01 น. จนถึงเวลา 24.00 น. มีจำนวนทั้งสิ้น 96,150 คน รวม 336 วัน มียอดสะสม 12,628,642 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล 6,437,999.25 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 882,528,282.01 บาท



