
‘อธิบดี’ ยันออกกฎหมายหวังคุ้มครองสิทธิผู้ใช้น้ำอย่างเป็นธรรม
‘อธิบดี’ ยันออกกฎหมายหวังคุ้มครองสิทธิผู้ใช้น้ำอย่างเป็นธรรม
จากกรณีมีเสียงท้วงติงเกี่ยวกับการเก็บภาษีน้ำตามร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ....ซึ่งก่อนหน้านี้พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกมา ปฏิเสธว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ไม่ได้มีการสั่งการในเรื่องดังกล่าวนั้น
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เรื่องน้ำพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยมีแนวคิดในการเก็บเงิน ตอนนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กำลังดำเนินการอยู่ แต่เมื่อมีการเสนอมาก็ต้องพิจารณา ขอเวลาให้เขาพิจารณาก่อน แนวความคิดของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่คิดจะเก็บ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยในการเก็บเรื่องเหล่านี้ โดยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ไม่มีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพูดคุย และเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.สุรศักดิ์ ก็ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวแล้ว ยืนยันช่วงนี้ไม่มีแน่นอน
ด้านนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการวางกรอบโครงสร้างและแบ่งประเภทของเกษตรกร เช่น เกษตรกรรายใหญ่และรายย่อย ผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เกษตรเชิงพาณิชย์ เป็นต้น และยังไม่ได้กำหนดอัตราเรียกเก็บภาษีใดๆ
ทั้งนี้การกำหนดรายละเอียดต่างๆที่ชัดเจนนั้น จะต้องบรรจุในกฎกระทรวง ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะพิจารณาว่าจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการเรียกเก็บหรือไม่ ทั้งนี้ทราบว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ อยากจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ตามขั้นตอนในรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 เพื่อจะนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาร่างพ.ร.บ.และร่างกฎกระทรวงที่จะต้องออกตามมา เนื่องจากสิ่งที่เหล่านี้จะมีผลกระทบต่อประชาชน
นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุม จัดสรร และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีเนื้อที่119ล้านไร่ จึงทำให้การใช้น้ำสาธารณะไม่มีการคุ้มครองสิทธิการใช้น้ำ ดังนั้นร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ จะคุ้มครองสิทธิการใช้น้ำให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมาตรา 39 ของร่างพ.ร.บ.มีการกำหนดประเภทการใช้น้ำไว้ 3 ประเภท ได้แก่ .1 เพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน 2 .การใช้น้ำในปริมาณมากเพื่อการอุตสาหกรรมหรือการเกษตรเพื่อการพาณิชย์ การประปาสัมปทานการท่องเที่ยว และ3.การใช้น้ำในปริมาณมากที่จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้ใช้น้ำประเภทที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการลุ่มน้ำในการพิจารณา และสามารถยกเว้นการเก็บค่าน้ำกรณีผลผลิตไม่ดีหรือขาดทุนตามมาตรา 47 ดังนั้นจะเห็นได้ว่ากฎหมายดังกล่าวมีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนเกษตรกรนอกเขตชลประทานให้สามารถเข้าถึงน้ำได้เป็นลำดับแรก ทั้งนี้ภายหลังกฎหมายผ่านสภาแล้ว จำเป็นจะต้องศึกษารายละเอียดให้เหมาะสมและต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพื่อประกอบการจัดทำร่างกฎกระทรวงตามมาตรา39 ต่อไป
ส่วนกรณีที่พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ... สั่งให้กรมฯน้ำ ทบทวนมาตรา 39 และให้กำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งเกษตรกรรายย่อยรายใหญ่ให้ชัดเจนนั้น ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ถือเป็นกฎหมายแม่การจะสั่งให้ทบทวนมาตราดังกล่าว ต้องรอให้กฎหมายแม่ออกมาก่อนเพื่อให้มีขอบเขตของกฎหมายที่ชัดเจน จากนั้นภายใน 180 วัน จึงจะออกกฎหมายลูกหรือกฎกระทรวง ที่เป็นหลักเกณฑ์ตามมาตรา 39 ได้ โดยอัตราการเก็บค่าน้ำที่ยกตัวอย่างมานั้น เป็นเพียงตัวเลขที่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ทำการศึกษาวิจัยไว้เมื่อปี 2551เท่านั้น
ในส่วนข้อกังวลว่า ถึงแม้จะไม่ได้เก็บค่าน้ำเกษตรกรรายย่อย แต่เก็บค่าน้ำในกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็อาจส่งผลให้ผลผลิตหรือต้นทุนมีราคาที่สูงขึ้นสุดท้ายก็จะส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนอยู่ดีนั้น การออกกฎหมายลูกจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำประเภท 2 และ 3 ที่เข้าข่ายต้องเสียค่าน้ำนั้น ก็ต้องไปสอบถามว่าอัตราเก็บค่าน้ำควรอยู่ที่เท่าไร จึงไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตหรือต้นทุน เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคประชาชนในวงกว้างอย่างที่เป็นกังวลกัน
อย่างไรก็ดีเห็นว่ากระแสต่อต้านของกฎหมายน้ำคือ ความไม่เข้าใจในเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้อย่างแท้จริงตั้งแต่คำว่าน้ำสาธารณะแล้ว ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้ที่ออกมาเพื่อคุ้มครองสิทธิการเข้าถึงน้ำของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่นอกชลประทาน ไม่ให้ต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างที่ผ่านมา
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) กล่าวว่า ขณะนี้มีการบิดเบือนว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวต้องเสร็จภายใน 60 วัน เช่นเดียวกับพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ร่างพ.ร.บ.โดยทั่วไปจะมีกรอบเวลากำหนดพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน แต่ถ้าเสร็จไม่ทันสามารถขยายเวลาและต่ออายุได้ตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ยังต้องใช้เวลาพิจารณาเพราะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ขอยืนยันว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะไม่มีการเก็บเงินค่าใช้น้ำจากเกษตรกรและชาวนา เกษตรกรต้องไม่เดือดร้อน เพราะเจตนาของกฎหมายคือต้องการเก็บเงินค่าใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรายใหญ่เช่น โรงงานอุตสาหกรรม สนามกอล์ฟ โรงแรม คิดว่าเรื่องนี้มีการบิดเบือนเพื่อสร้างสถานการณ์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง



