
ในหลวง ร.9 ทรงเป็นปราชญ์ทุกด้าน
สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพได้ตลอด 24 ประชาชนจากทั่วประเทศเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 2 ตุลาคม ผู้สื่อข่าว รายงานบรรยากาศการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง หลังเสร็จสิ้นพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบรมศพของภาคเอกชนวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา และสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพได้ตลอด 24 ชม.นั้น มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทะยอยเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดให้เข้ากราบเป็นกลุ่มๆ 300-500 คนเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยท่ามกลางฝนพรำเป็นระยะทำให้อากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน โดยประชาชนบางส่วนได้พกพาร่มส่วนตัวและร่มที่ยืมจากเจ้าหน้าที่ไว้กางกันฝนขณะเข้าแถวรอ แต่จำนวนไม่น้อยต้องยืนตากฝน แต่ก็ไม่ทำให้ท้อถอยยังคงรอคอยเพื่อจะได้เข้ากราบพระบรมศพตามที่ตั้งใจไว้
นางลักษณา อนุกานนท์ อายุ 58 ปี ครูชำนาญการ วิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี เดินทางมาพร้อมน้องสาวกล่าวว่า ออกจากที่พักเวลา 09.00 น.ด้วยรถโดยสารประจำทางถึงท้องสนามหลวงเวลา 11.00 น. ใช้เวลารอไม่นานก็ได้เข้ากราบพระบรมศพในเวลา 11.30 น. ส่วนตัวนับเป็นครั้งที่ 4 แล้วที่ได้มา ขณะที่น้องสาวเป็นครั้งที่ 9 ด้วยความรู้สึกอยากใกล้ชิดในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้มากที่สุด เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำมาตลอดพระชนม์ชีพนั้นใหญ่หลวงนัก ทุกอย่างก็เพื่อประชาชน
"ทรงเป็นปราชญ์ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านดิน น้ำ วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์ พระพุทธศาสนา เป็นต้น เราในฐานะครูก็สืบสานพระราชปณิทานของพระองค์โดยประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และความที่พระองค์ท่านเป็นครูคนหนึ่งที่คิดแต่จะให้มาโดยตลอด เราเองมีความรู้อะไรที่จะทำประโยชน์ให้เยาวชนได้ก็ยินดีถ่ายทอดให้ แต่สิ่งที่ทำก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของพระองค์เท่านั้น เป็นครูสอนคณิตศาสตร์แต่ทุกครั้งได้สอดแทรกเรื่องความซื่อสัตย์ และเสียสละ ถึงแม้ไม่มีกล้องวงจรปิดก็อยากคิดว่าทำผิดแล้วไม่มีใครรู้ เราเองย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไร" ครูสอนคณิตศาสตร์ กล่าว
ขณะที่ น.ส.กมลรส ไทยยันโต อายุ 42 ปี และนางเด่นนภา คริสเท็นเซ่น อายุ 40 ปี ซึ่งเดินทางมากราบพระบรมศพในช่วงเที่ยง โดยนางเด่นนภา กล่าวว่า เนื่องจากอาศัยอยู่ที่ประเทศโมนาโกมานานกว่า 20 ปีแล้ว ช่วงเดินทางมาทำธุระที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จึงตัดสินใจเดินทางมากราบพระบรมศพก่อนจะไม่มีโอกาสแล้ว โดยแวะซื้อชุดไทยจิตรลดาใหม่และนั่งรถฟรีมาสนามหลวง เมื่อมาถึงได้เห็นถึงน้ำใจของคนไทย ที่คอยช่วยเหลือตลอดทาง เป็นสิ่งแทนความรักที่ทุกคนอยากทำเพื่อพระองค์ คนแก่ที่เดินไม่ได้ก็ยังมาช่วยเหลือแจกสิ่งของ ทำให้รู้สึกประทับใจมาก
"วันที่ในหลวงร.9 สวรรคต เป็นวันที่เศร้าเสียใจอย่างยิ่ง ได้จัดพิธีถวายความอาลัยที่สถานทูต จากวันนั้นก็ใส่ชุดดำไว้ทุกข์มาตลอด เพื่อนต่างชาติก็มีเข้ามาถามบ้างว่าทำไมที่บ้านมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงร.9 ทำไมถึงรักพระองค์ จึงบอกว่าประเทศไทยมีวันนี้ได้เพราะสถาบันกษัตริย์ของเรา พระองค์ทรงทำทุกอย่างเพื่อคนไทย ประเทศพัฒนาขึ้นมาก เราจึงรักพระองค์โดยไม่มีข้อแม้ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้น้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ในการสอนลูกให้รู้จักพอเพียง จากที่เคยได้รับสิ่งต่างๆมาโดยง่าย ก็สอนให้ลูกรู้ว่า ข้าวต้องกินให้หมด รู้จักให้ผู้อื่น และประหยัดรักษาของด้วย" นางเด่นนภา กล่าว
ด้านนางสาวกมลรส กล่าวว่า เป็นคนเชียงใหม่ ตอนเด็กๆ เห็นการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฮ่องไคร้บนที่ดินของพ่อ พ่อเล่าว่า ในหลวงร.9 ได้ให้คนมาถามว่าให้เราย้ายที่ดินได้ไหม จะสร้างที่ใหม่ให้โดยพระองค์ก็ให้คนมาดูแลจริงๆ สร้างนาขั้นบันได มีห้วยผ่านหลังนา ให้เราได้เพาะปลูกได้จริง นอกจากนี้ อ่างเก็บน้ำนั้นก็ยังได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้คนแถวนั้นได้ไปเรียน พ่อและพี่ชายก็ได้เรียนการปลูกสตรอเบอร์รี่และมะเขือเทศ สร้างอาชีพได้มาก จึงได้เห็นว่าชีวิตของคนดีขึ้นจริง ที่ผ่านมาจึงได้มากราบพระบรมศพต่อเนื่องถึงวันที่เป็นครั้งที่ 3 และมาทำหน้าที่จิตอาสารอบพระบรมมหาราชวัง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์



