ข่าว

"สดศรี"ชี้แก้รธน.ไม่สามารถลดขัดแย้งได้

"สดศรี"ชี้แก้รธน.ไม่สามารถลดขัดแย้งได้

24 ก.ย. 2552

"สดศรี" ชี้ แก้รธน.ไม่สามารถลดความขัดแย้งได้ ระบุ ทำประชามติแค่รับรองความถูกต้อง ไม่ได้แก้เพื่อประชาชน ยันถึงแก้ก็ยุบสภาไม่ได้ เพราะต้องออกกฎหมายลูกก่อน พร้อมระบุหากรบ.โยนให้ทำประชามติกกต.ก็พร้อมดำเนินการให้ ย้ำต้องใช้งบถึง2พันล้าน

(24ก.ย.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงแนวคิดการจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า การทำประชามติครั้งนี้ จะแตกต่างการทำประชามติเพื่อรับรองรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เพราะขณะนั้นจะมีสสร. เป็นผู้ร่างและวางหลักเกณฑ์ ในการกำหนดกรอบเวลารวมถึงทำความเข้าใจในเนื้อหาว่าจะเอาประเด็นใดบ้าง อย่างไรก็ตามกฎหมายใหม่ที่กำลังจะออกนี้กำหนดให้ระยะเวลาในการทำประชามติสั้นลง ทั้งนี้หากรัฐบาลประสงค์จะให้กกต. ทำประชามติก็ไม่มีปัญหาเราสามารถทำได้   และในครั้งนี้กกต. จะเป็นเจ้าภาพในการทำความเข้าใจเนื้อหาถึงข้อดีข้อเสียหากมีการแก้ไข โดยกกต.จะขอความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้ตนคาดว่าแม้จะทำประชามติถึงหกประเด็นก็จะไม่ยุ่งยาก เพราะขนาดรัฐธรรมนูญ ปี 50 มีถึง 309 มาตรายังทำได้ ซึ่งหากจะทำก็ต้องออกแบบบัตรให้สามารถลงคะแนนได้ทั้งหกหัวข้อ   อย่างไรก็ตามในการจัดทำประชามติต้องใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท

 นางสดศรี กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่า การทำประชามติก็ไม่สามารถทำให้เกิดความสมานฉันท์หรือลดความขัดแย้งได้ เพราะแม้จะแก้ไขก็ยังมีสีเหลืองสีแดงเหมือนเดิม และการดำเนินการทั้งหกประเด็นก็เป็นเพื่อตัวนักการเมืองเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชนเลย แต่การที่จะทำก็เพื่อต้องการให้ประชาชนรับรองความถูกต้องของตัวเองเท่านั้น เพราะรัฐธรรมนูญปี 50 ก็ผ่านประชามติมาแล้ว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการแก้รัฐธรรมนูญจะยุบสภาได้ทันทีหรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า คงยุบไม่ได้ เพราะเมื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้ว กกต.ก็ยังต้องมาแก้กฎหมายประกอบที่เกี่ยวข้อง อีกเช่นการแบ่งเขตเลือกตั้งจากเขตเดียวสามเบอร์ให้เหลือเขตเดียวเบอร์เดียว รวมถึงการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ กรรมการบริหารพรรคที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้ง  

 ผู้สื่อข่าวถามว่าส่วนตัวเห็นด้วยกับการแก้มาตราใด นางสดศรี กล่าวว่า ตนเห็นด้วยเพียงมาตราเดียว คือ กรณีมาตรา 190 เรื่องการทำสนธิสัญญาระหว่างรัฐที่ต้องขอความเห็นชอบจากสภา เพราะการหารือกับสภาจะใช้เวลาและไม่ทันการณ์ แต่ในส่วนอื่นตนไม่เห็นด้วย เช่น มาตรา 237 เพราะพรรคการเมือง เมื่อมีคนทำความผิด กรรมการบริหารพรรคก็ควรรับผิดชอบ มิเช่นนั้นต่างคนก็ต่างไม่สนใจ หากกรรมการบริหารพรรคไม่ต้องรับผิดชอบ ก็จะทำให้พรรคอ่อนแอ การที่มีกฎดูแลจะทำให้มีความระมัดระวังเหมือนมีครูใหญ่คอยควบคุมพฤติกรรม