ข่าว

“ขรก.รัฐสภา” จวก “จเร” สร้างภาพกลบเกลื่อนความผิด

“ขรก.รัฐสภา” จวก “จเร” สร้างภาพกลบเกลื่อนความผิด

30 ก.ย. 2560

“ขรก.รัฐสภา” จวก “จเร” สร้างภาพกลบเกลื่อนความผิด เย้ยทำงานเหลวจนโดนเด้ง ขู่ร้องม.157 “พรเพชร – ก.ร.” เหตุเมินป.ป.ช.สั่งสอบวินัย

          เมื่อวันที่ 30 ก.ย. นายภัทร เสถียรกาล ข้าราชการรัฐสภาสามัญ ตำแหน่งวิทยากร ประเภทวิชาการระดับชำนาญการ สำนักรักษาความปลอดภัย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายจเร พันธุ์เปรื่อง อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุในจดหมายอำลาตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีว่าที่สภามีแต่คนโกง ว่า นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ในยุคที่มีนายจเรเป็นเลขาฯ ก็มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบโครงการจัดซื้อในสภาผู้แทนราษฎร ตามที่มีการกล่าวหาว่าทุจริต ตนก็ถูกตั้งกรรมการตรวจสอบอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากเป็นคณะกรรมการทีโออาร์ โครงการปรับปรุงระบบนาฬิกา (Clock System) ผลที่ออกมาคือ ข้าราชการฝ่ายปฏิบัติระดับล่างทั้งหมดมีความผิด ถูกตัดเงินเดือน 2-4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนข้าราชการระดับสูงถูกโยกย้าย ทั้งที่โครงการจัดซื้อดังกล่าว เกิดขึ้นในสมัยที่นายจเร ยังดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจร่างสัญญาก่อนลงนาม ก็ไม่ได้มีข้อทักท้วงอะไร สุดท้ายโครงการดังกล่าวก็ถูกยกเลิกสัญญา โดยที่รัฐไม่เสียเงินสักบาท

          “พอเกิดปัญหาขึ้นถามว่านายจเร ต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่ สิ่งที่เขียนในจดหมาย จึงไม่ต่างจากการกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง การถูกย้ายจากเลขาธิการสภาฯ ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เรื่องโกงหรือไม่โกง แต่เกิดจากความล้มเหลวในการบริหารงานของนายจเรเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความล่าช้าในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่จะกระทบกับงบประมาณการเช่าอาคารสุขประพฤติ หรือตึกทิปโก้ ซึ่งเป็นที่ทำงานของข้าราชการรัฐสภาเป็นอย่างมาก เพราะงบเช่าอาคารเหล่านี้ไม่ได้ถูกตั้งสำรองไว้ สิ่งที่สะท้อนชัดเจนคือ งบลงทุนของสภาฯ ในปีงบประมาณที่นายจเรเป็นเลขา ไม่ถูกเบิกจ่ายเลยสักบาทเดียว เพราะเมื่อเห็นการตั้งคณะกรรมสอบสวนลูกน้องตัวเองอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไร กลัวจะมีความผิด” นายภัทรกล่าว

          นายภัทร กล่าวอีกว่า อย่างกรณีจัดซื้อนาฬิกาที่ตนถูกลงโทษ ฐานไม่สืบราคากลาง ตามมติครม. เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2519 ซึ่งกรมบัญชีกลางก็ออกมาระบุว่า การสืบราคากลางตามมติดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้แล้ว อีกทั้งตนไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจิริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวนเมื่อปี 2559 ป.ป.ช.ก็มีมติให้ดำเนินการทางวินัยแก่นายจเร และคณะกรรมการสอบสวน แต่เรื่องนี้เงียบหายไปเมื่อเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) จนวันนี้ผ่านไปแล้วหนึ่งปีก็ยังไม่มีการดำเนินการ ซึ่งหากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการ ก็อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับลำดับเวลาการตรวจสอบ โครงการปรับปรุงนาฬิกา (Clock System) เพื่อติดตั้งบริเวณภายและโดยรอบอาคารัฐสภา ของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มูลค่า 15 ล้านบาท นั้น เริ่มจากคำสั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่ 57/2557 เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 57 ลงนามนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน จำนวน 8 คน เพื่อดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการรัฐสภาสามัญที่เกี่ยวข้อง 8 ราย ตามผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ระบุในหนังสือลับมาก ที่ตผ. 0017/607 ลงวันที่ 25 ก.ค. 57 จากนั้น จึงมีคำสั่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ 1917/2558 เรื่องลดโทษลดเงิน ข้าราชการรัฐสภาสามัญทั้ง 8 คน ในอัตราร้อยละ 2-4 ลงนาม นายจเร พันธุ์เปรื่องเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 58

          ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ต่อมาวันที่ 4 ส.ค. 59 ป.ป.ช. ได้มีหนังสือลับ ที่ปช. 0002/1707 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการป.ป.ช. ตามที่นายภัทร ร้องเรียนกล่าวหานายจเร และคณะกรรมการสอบสวน ตามคำสั่งสนช.ที่57/2557 ว่า เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะกรรมการสอบสวน เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 58 นั้น คณะกรรมการป.ป.ช. ได้มีมติให้ประธานสนช.ดำเนินการทางวินัย ตามมาตรา 89/2 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม