ข่าว

ทุ่งคาฯรุกพลังงานทดแทน เสริมรายได้ธุรกิจเหมือง

ทุ่งคาฯรุกพลังงานทดแทน เสริมรายได้ธุรกิจเหมือง

29 ก.ย. 2560

ทุ่งคาฯรุกพลังงานทดแทน เสริมรายได้ธุรกิจเหมืองทุ่ม 5 พันล้าน ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้า 100 เมกใน 5 ปี

  นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ THL เปิดเผยว่า บริษัทจะเดินหน้าลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาเสริมรายได้ธุรกิจเหมืองให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยกำหนดแผนการลงทุน 5 ปี(2560-2564) มีกำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 100 เมกะวัตต์ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากกองทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะ เยอรมนีและจีน

  โดยปัจจุบัน มีการลงทุนในประเทศ 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนภาคพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) 2 โครงการ คือ โครงการโซลาร์ฟาร์ม ที่ร่วมกับสหกรณ์พูนสุข จ.ชุมพร กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ บริษัทถือหุ้น 60%

และโครงการโซลาร์ฟาร์ม ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านตากแดด จำกัด จ.พังงา กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ บริษัทถือหุ้น 80-90% ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะใช้เงินลงทุนต่อโครงการประมาณ 225 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD)ได้ภายในไตรมาส 3 ปี2561 โดยทั้ง 2 โครงการ คาดว่าจะรับรู้รายได้เต็มที่กว่า 100 ล้านบาทในปี 2560

ส่วนอีกโครงการ คือ โครงการกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากชุมชน กำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ เงินลงทุนประมาณ 1,400-1,800 ล้านบาท ซึ่งผลสำรวจข้อมูลปริมาณขยะในพื้นที่จำนวน 580 ตันต่อวัน ปัจจุบันโครงการได้ผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย และรอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศรับซื้อ คาดว่าจะดำเนินการในอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในไตรมาส 1 ปี2561 และ COD ภายในไตรมาส 4 ปี2562 ซึ่งจะทำให้รับรู้รายได้จากธุรกิจพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นเกือบ 400 ล้านบาทในปี 2563

“บริษัท ยังมีที่อยู่ระหว่างการศึกษาอีกหลายโครงการทั้งในประเทศและในต่างประเทศ โดยจะเน้นในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เป็นหลัก คาดว่าปีหน้า โครงการโซลาร์ ฟาร์ม ที่เวียดนาม 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ จะเจรจาสำเร็จได้ รวมถึงยังเจรจาโซลาร์ฟาร์มในลาวอีก 50 เมกะวัตต์ และในเมียนมา อีก 2 โครงการ คาดว่าจะเป็นเชื้อเพลิงน้ำมันและโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งโครงการในต่างประเทศจะร่วมลงทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นแต่ะบริษัทจะถือหุ้นใหญ่ไม่ต่ำกว่า 70%” นายวิจิตร กล่าว

นอกจากนี้ บริษัท ยังสนใจร่วมประมูลพลังงานทดแทนทุกโครงการในประเทศเพิ่มเติม โดยเตรียมยื่นประมูลโครงการเอสพีพี ไฮบริดเฟิร์ม ที่ภาครัฐจะเปิดยื่นเสนอขายไฟฟ้าในเดือนต.ค.นี้ โดยคาดว่า จะร่วมกับพันธมิตรเข้าประมูล 2 โครงการ ในพื้นที่ภาคใต้ ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล

นายวิจิตร กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปีนี้ คาดว่า รายได้จะเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีรายได้ 176 ล้านบาท และกลับมามีกำไรได้ หลังจากครึ่งปีแรกสามารถทำรายได้แล้ว 140 ล้านบาท มาจากธุรกิจหลักคือลงทุนขยายเหมืองแร่หิน จ.สระบุรี และตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเริ่มรับรู้รายได้โครงการเหมืองแร่ดีบุก ในเมียนมา โดยตั้งเป้าหมายรายได้รวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านบาท ในปี2562 แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากธุรกิจเหมือง 70% พลังงานทดแทน 20% และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 10%

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อลงทุนโครงการเหมืองแร่ดีบุกในเมียนมาเพิ่มเติม อีก 2 โครงการ ใช้เงินลงทุนโครงการละ 30-40 ล้านบาท รวมถึงอยู่ระหว่างเจรจา กับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อลงทุนในเหมืองแร่ทองแดงและเหมืองแร่ตะกั่วในลาว มูลค่าการลงทุนเบื้องต้น 200-300 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นความชัดเจนใน 2 เดือนนี้

ถึงกระนั้นบริษัทคาดหวังว่า หุ้น THL จะได้รับการพิจารณาให้กลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ หลังจากได้แก้ปัญหาต่างๆจนได้รับการอนุมัติให้ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ และผลประกอบการมีทิศทางที่ดีขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา