ข่าว

"คนคิดไม่เหมือนกันต้องทำประชามติ"

"คนคิดไม่เหมือนกันต้องทำประชามติ"

24 ก.ย. 2552

ที่ประชุมตัวแทนคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ได้แก่ "ฝ่ายค้าน-รัฐบาล-วุฒิสภา" เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามข้อเสนอของ "คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 -ยกเลิกการยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคตามมาตรา 237

 -แก้ไขที่มาของ ส.ส.มาตรา 93-98 ให้มาจากการเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว 400 คน และเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน

 -แก้ไขที่มาของ ส.ว.มาตรา 111-121 ให้มาจากการเลือกตั้ง 200 คน

 -แก้ไขมาตรา 190 การทำหนังสือสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยให้ออกกฎหมายกำหนดประเภทของสัญญา

 -แก้ไขมาตรา 265 ให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

 -และแก้ไขมาตรา 266 ให้ตัด (1) ออกเพื่อให้ ส.ส.-ส.ว.แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผ่านส่วนราชการได้

  แต่ที่ประชุมยังตกลงกันไม่ได้ในเรื่องของ "กระบวนการและเวลาในแก้ไข" รวมทั้ง "การมีส่วนร่วมของประชาชน" จึงให้ "วิป" แต่ละฝ่ายกลับไปหารือกันเป็นการภายในก่อนนำกลับมาเสนอต่อที่ประชุมร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 24 กันยายน เวลา 14.00 น. เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี หลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ

 อย่างไรก็ตาม ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ "วิป 3 ฝ่าย" มีความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามข้อเสนอของ "คณะกรรมการสมานฉันท์"

 "เสธ.อู้" พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนวิปวุฒิสภา ได้ให้สัมภาษณ์ "คม ชัด ลึก" เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ที่ทำให้ "วิป 3 ฝ่าย" มีมติเห็นด้วย และเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มที่ทำให้บรรยากาศการเมืองดีขึ้น เพราะเริ่มต้นการแก้ไขยึดหลัก 3-4 ประเด็น คือ มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ความเสมอภาค ความเป็นธรรม หรือหลักนิติธรรม และประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน โดยทั้งหมด "ประชาชนต้องได้ประโยชน์"

 "เสธ.อู้" ยืนยันว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการระบุอย่างชัดเจนว่าการแก้ไขจะต้องไม่เอื้อประโยชน์ผู้ที่ยังถูกดำเนินคดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

 "เสธ.อู้" กล่าวว่า ทั้ง 6 ประเด็นนี้ได้สอบถามความเห็นของประชาชนผ่านทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที 70% เห็นด้วยกับการแก้ไขทั้ง 6 ประเด็น และไม่มีใครได้ประโยชน์จากการแก้ไข ถ้าทำประชามติก็ไม่ขัดข้อง เพราะล่าสุดร่าง พ.ร.บ.ประชามติกำลังเข้าสู่สภา และสัปดาห์หน้าเข้าที่ประชุมวุฒิไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ เข้าศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วนำกลับทูลเกล้าฯ ถวายไม่เกิน 1-2 เดือนก็สามารถประกาศใช้ได้

 "หากนายกฯ กลับมาร่าง 6 คำถาม สั่ง กกต.ให้พิมพ์คำถาม เพื่อทำประชามติ 3 เดือนจากวันนี้จะมีคำตอบจากประชาชนว่า เห็นด้วยหรือไม่ เพราะสุดท้ายก็ต้องถามประชาชน ดังนั้นการทำประชามติถือว่าดีที่สุด ถ้าทำจริงภายใน 3 เดือนก็จะรู้คำตอบเอาไม่เอา เดือนกุมภาพันธ์เมื่อสภาเปิดประชาชนให้แก้ไขตรงไหนก็ดำเนินการใช้เวลาแก้ไข 2 เดือน แต่ต้องมาแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกประมาณ 5-6 เดือน เพราะต้องผ่าน 3 วาระทีละสภา ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาปีกว่า และรัฐบาลต้องอยู่จนกว่ากระบวนการจะเสร็จ เพราะใครก็อยากให้แก้กติกาก่อน" พล.อ.เลิศรัตน์กล่าว

 พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า ในยามที่ประชาชนคิดไม่เหมือนกัน ในยามที่ผู้นำประชาชนเอาประโยชน์เข้าหาตัวเองต้องทำประชามติ มิฉะนั้นไม่สามารถแก้ข้อครหาได้ และรวดเร็ว 5 เดือนแก้ไขเสร็จ เพียงเอา 6 ประเด็นเข้าสู่รัฐสภาใช้เสียงครึ่งหนึ่งของสองสภาก็ผ่าน

 "เสธ.อู้" กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายไม่เกิน 2 เดือนก็เสร็จ แต่การแก้กฎหมายประกอบ ต้องใช้เวลา 4-5 เดือน กว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จต้องกลางสมัยประชุมหน้าประมาณมีนาคม-เมษายน กว่าจะแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกว่าจะเสร็จสิ้นก็ประมาณสิ้นปีหน้าเกือบหมดอายุรัฐบาล ถ้าไปตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณา 40-50 คน ก็เปิดประเด็นใหม่ไม่จบสิ้นแน่นอน เพราะขณะนี้ไม่สามารถหาคนที่มีความเป็นกลางได้ และเชื่อว่าทุกคนจะเห็นด้วยกับการทำประชามติ

 "ในชีวิตผมไม่เคยเห็นมีรัฐธรรมนูญไหนที่มาจากทหาร แล้วนักประชาธิปไตยกอดไว้แน่นไม่ยอมแก้ไข คนที่บอกไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือคนที่ได้ประโยชน์ นี่คือบทสรุปของผม" พล.อ.เลิศรัตน์กล่าว


สมถวิล เทพสวัสดิ์