ข่าว

รายงาน-"ตีกันเอง"

รายงาน-"ตีกันเอง"

24 ก.ย. 2552

ผลพวงจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ยกฟ้องคดีการทุจริตกล้ายางพารา 90 ล้านต้นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 ทำให้ "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำพรรคภูมิใจไทย หลุดพ้นบ่วงกรรมไปได้

 ซึ่งผิดกับคดีการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่ศาลพิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 2 ปี

 จนมีการหยิบยกประเด็นมาโจมตีกระบวนการยุติธรรมว่า "สองมาตรฐาน" ทั้งๆ ที่สองคดีล้วนมาจากต้นธารเดียวกัน คือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

 เป็นเหตุให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมต้องออกมาโทษความผิดซึ่งกันและกัน

 โดยเฉพาะ คตส.กับ อัยการสูงสุด ที่กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอด หลังจากที่ คตส.ชี้มูลความผิดผู้บริหารระดับสูงในอัยการสูงสุด เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการจัดซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ในสนามบินสุวรรณภูมิ

 จนทำให้อัยการสูงสุด ไม่เข้าร่วมสังฆกรรมกับ คตส.ในหลายคดี แม้ คตส.จะสิ้นสุดลงและส่งไม้ต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับช่วงต่อ

 หลังจากที่ คตส.ต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยินในคดีทุจริตกล้ายาง อัยการสูงสุด ก็ออกมาเปิดศึกโทษ คตส.ว่าใจร้อนเกิดเหตุ ทั้งๆ ที่เตือนตั้งแต่ต้นว่าสำนวนไม่สมบูรณ์ แต่กลับไม่พยายามสอบพยานเพิ่มเติม

 จนทำให้ อดีต คตส.ต้องออกมาดาหน้าโต้อัยการสูงสุด ว่าเป็นทนายแผ่นดิน แต่ไม่ยอมทำหน้าที่จนต้องจ้างทนายจากสภาทนายความ ส่งฟ้องคดีแทน และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการจ่ายค่าทนายความแต่อย่างใด

  ก่อนที่ คตส.จะออกมาแฉว่า มีผู้รับผิดชอบระดับสูงของกระบวนการยุติธรรม ไปเบิกความเป็นพยานฝ่ายจำเลยทั้งในคดีกล้ายางพาราและคดีหวยบนดิน 2 และ 3 ตัว ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เตรียมออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในวันที่ 30 กันยายนนี้

 โดยเป็นข้อมูลที่น่าสนใจว่า พยานให้ความเห็นว่า พยานมีความรู้สึกว่าเรื่องหวยบนดิน เป็นเรื่องไม่ใช่เรื่องของกฎหมาย มันเป็นเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวพันพอสมควร

 นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ คตส.ไม่ไว้ใจการทำงานของอัยการสูงสุด เพราะเชื่อว่ามีบุคคลในกระบวนการยุติธรรมบางกลุ่ม ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ขององค์กร

 ไม่ต่างจากมือไม่พายแถมยังเอาเท้าราน้ำอีกต่างหาก นั่นเพราะเห็นว่า อัยการสูงสุด เมื่อไม่รับฟ้องก็ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการออกมาให้ความเห็นเพื่อสร้างความสับสนวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคมและกล่าวหาซ้ำเติมการทำงานของ คตส.

 นี่จึงกลายเป็นจุดอ่อนอย่างยิ่งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมของไทย เพราะข้อโต้แย้งด้วยการทำงานที่ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

 เท่ากับเป็นการเปิดประตูสวรรค์ให้เหล่าจำเลยแผ่นดิน แหวกช่องหาทางต่อสู้จนได้รับชัยชนะ ด้วยชั้นเชิงทางกฎหมาย 

 ยิ่งในยามที่มีกลุ่มการเมืองจ้องฉกฉวยจังหวะนี้เป็นประโยชน์ในการต่อสู้คดีที่รอศาลฎีกาจ่อเชือด โดยเฉพาะคดีอายัดทรัพย์ 7.5 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัว

 ถึงขนาด "พายัพ ชินวัตร" ประธานคณะกรรมการประสานงานภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ลุกขึ้นมาทวงคืนทรัพย์สินแทนพี่ชายที่ถูก คตส.สั่งอายัด

 และเมื่อศาลยกฟ้องคดีกล้ายาง นั่นแสดงให้เห็นว่า "รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ" ไม่มีการทุจริตคอรัปชั่นตามที่ คมช.กล่าวหา

 พร้อมทั้งเตรียมขยายประเด็นเพื่อหวังผลทางการเมืองโดยเฉพาะจากกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตว่ามีกระบวนการจ้องเล่นงานเฉพาะคนชื่อ ทักษิณ เท่านั้น แต่กลับ "ปล่อยผี" เฉพาะกลุ่มคนที่ยอมทรยศและยืนตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

 ดังนั้นจึงต้องจับตาการพิพากษาคดีหวยบนดินในวันที่ 30 กันยายนนี้ ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ และเนวิน กับพวกอีก 47คน ตกเป็นจำเลย

 คดีนี้จะเป็นตัวชี้วัดผลงานของ คตส.และมาตรฐานของศาลอีกครั้ง เพราะจำเลยในคดีนี้บางส่วนได้สลายขั้วมาตั้งพรรคภูมิใจไทย จับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล

 ทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่ที่การชี้ขาดของศาลฎีกาเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมต่างหาก

 แม้ทุกฝ่ายจะยืนหยัดตามหลักของกฎหมาย ก็ไม่มีผลเมื่อผลประโยชน์ส่วนตนบังตา มากกว่าการปกป้องผลประโยชน์ของคนทั้งชาติ 

 มัวแต่โยนขี้กันไปมา แถมออกมาชี้ช่อง เพิ่มทางออกให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา

 คนที่ได้ประโยชน์คงหนีไม่พ้นเหล่าบรรดานักการเมือง

 สุดท้าย 3 ปีของการปฏิวัติ ได้แต่คว้าน้ำเหลว

 "บัญชา แข็งขัน**