
ชัยชนะของยายใฮ:ความล้มเหลวของระบบราชการ
หลังจากต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวยาวนานถึง 32 ปี นับตั้งแต่ปี 2520 ผ่านรัฐบาลหลายชุดหลายสมัยด้วยกัน ยายใฮ ขันจันทา ก็ได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา เมื่อคณะรัฐมนตรีชุดนี้ลงมติให้จ่ายค่าชดเชยจำนวน 4.9 ล้านบาทให้แก่ยายใฮพร้อมด้วยสามีผู้ล่วงลับและญาติอีกหนึ่งคน เพื่อ
ประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยมักจะชี้ให้เห็นว่า ชาวบ้านทั่วไปมักจะไม่กล้าหือเมื่อถูกระบบราชการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของตัวเอง เพราะบทเรียนจากประสบการณ์อันยาวนานได้บ่มเพาะความเชื่อว่ารัฐเป็นฝ่ายถูกเสมอ ส่วนชาวบ้านจะเป็นฝ่ายผิดตลอดกาล และใครก็ตามที่ไม่ยอมจำนนให้ระบบราชการมักจะถูกกลั่นแกล้งรังแกจากคนของรัฐ ตรงกันข้ามกับยายใฮที่กล้าลุกขึ้นสู้ เพราะไม่มีอะไรจะสูญเสียอีกแล้ว แม้กระทั่งแรงสนับสนุนจากสังคมที่ถูกปิดหูปิดตาจนเมินเฉยกับเสียงเรียกร้องของคนจน
กว่ายายใฮจะประสบชัยชนะขั้นต้นเวลาก็ล่วงเลยไปถึง 27 ปี เมื่อรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยอมคืนที่ดินทั้งหมดให้ พร้อมกับสั่งทุบเขื่อนห้วยละห้า เพื่อระบายน้ำออกจากที่นา แต่ก็ไม่จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายให้แต่ประการใด ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อมาอีก 5 ปี กว่ายายใฮจะได้รับชัยชนะขั้นที่ 2 ในรัฐบาลชุดนี้ ถึงแม้จะเป็นเงินจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวยาวนาน 32 ปี แต่ "หญิงเหล็ก" และ "วีรสตรีนักสู้ทรหด" อย่างยายใฮ ซึ่งได้กลับไปเป็นชาวนาเต็มตัวอีกครั้งกลับไม่ติดใจแต่ประการใด อย่างน้อยก็บรรลุความฝันที่ใฝ่หามานานนั่น ก็คือขอให้รัฐบาลได้ฟังเสียงและปัญหาของคนจนบ้าง เพื่อจะไม่ได้ทำผิดซ้ำซากถมทับความทุกข์ยากของชาวบ้านให้มากไปกว่านี้
กรณีของยายใฮ ขันจันทา เป็นกรณีตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งที่สะท้อนถึงความล้มเหลวและความอัปยศของนโยบายพัฒนาประเทศทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ที่ให้นักวิชาการและข้าราชการที่ดีแต่สิงสถิตอยู่บนหอคอยงาช้างช่วยกันวาดวิมานในอากาศบนกระดาษพิมพ์เขียวโดยไม่เคยใส่ใจกับเสียงของชาวบ้านที่ถูกทำให้หายไปจากสังคมว่า รู้สึกหรือคิดอย่างไร หรือได้รับผลกระทบอย่างไรกับแผนพัฒนาฉบับเพ้อฝันนั้นๆ ซึ่งมักจะมาควบคู่กับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อม และทำลายวิถีชีวิตขงคนในชุมชน แลกกับโครงการที่เต็มไปด้วยการทุจริตฉ้อฉลครั้งมโหฬารครั้งแล้วครั้งเล่า



