ข่าว

3ค่ายรถยนต์ยันลงทุนในไทยเพิ่มทุ่มรายละเกือบหมื่นล้าน

3ค่ายรถยนต์ยันลงทุนในไทยเพิ่มทุ่มรายละเกือบหมื่นล้าน

24 ก.ย. 2552

นายกฯ เร่พบนักลงทุนสหรัฐกระตุ้นความเชื่อมั่น เชียร์รัฐเดินหน้าแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง หลายธุรกิจสนใจลงทุนในไทยเพิ่ม ย้ำ 3 ค่ายรถยนต์ยืนยันขยายการผลิตทุ่มอีกรายละหมื่นล้าน เผยต่างชาติกังวลเรื่องโครงสร้างภาษี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและผู้แทนการค้าไทย แถลงภารกิจในระหว่างเดินทางไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติผ่านระบบเว็บคอนเฟอร์เรนซ์ จากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา ว่าได้ร่วมกิจกรรมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และพบปะนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในไทยอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีแผนลงทุนในไทยเพิ่มเติม โดยเอกชนของสหรัฐสนับสนุนแผนการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะการลดต้นทุนขนส่ง

 นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า นักลงทุนสหรัฐส่วนใหญ่มีการลงทุนและคุ้นเคยกับประเทศไทยอยู่แล้ว แต่กังวลเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสรรพากรและภาษีศุลกากร ซึ่งฝ่ายไทยชี้แจงว่า ไทยได้ตั้งคณะทำงานทบทวนและปรับปรุงกระบวนการเหล่านี้ให้ชัดเจนและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังสนใจที่จะลงทุนในไทย โดยดีใจที่ได้พบกับนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งเหมือนการส่งสัญญาณให้นักลงทุนเห็นว่า ไทยให้ความสำคัญแก่นักลงทุนสหรัฐ ขณะนี้มีหลายบริษัทที่สนใจลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น นอกจากบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในไทยอยู่แล้ว

 ทั้งนี้ บริษัทรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐ 3 ราย ได้แก่ บริษัทฟอร์ด มอเตอร์ บริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) และบริษัทไครสเลอร์ ยืนยันที่จะขยายการลงทุนสายการผลิตไนไทยเพิ่มขึ้นรายละเกือบ 1 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่บริษัทโคคา-โคล่า เตรียมลงทุนเพิ่มอีก 1 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม มีบางบริษัทตั้งคำถามเพิ่มเติมว่ารัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนด้านใดเป็นพิเศษ ซึ่งตนอธิบายว่าขณะนี้ไทยอยู่ในขั้นจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเน้นปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในพื้นที่

 นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) คาดว่าอัตราเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2553 จะต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนว่า ตนไม่ได้เห็นข้อมูลดังกล่าว ส่วนที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าที่สุดนั้น อยากให้พิจารณาตัวเลขก่อน เพราะช่วงที่แถลงผลงานรัฐบาล 6 เดือน ก็ได้นำตัวเลขการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมาเปิดเผย มีการเทียบเคียงกับตัวเลขบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ ก็พบว่าไม่ได้ต่างกันมากนัก ดังนั้น การฟื้นตัวช้าหรือเร็วจะขึ้นอยู่กับการผูกพันกับเศรษฐกิจโลก