
"สุพจน์" โล่ง ศาลฎีกาฯให้ประกัน 2 ล้าน
ศาลฎีกานักการเมือง เสียงข้างมากตัดสิน "สุพจน์" จำคุก 5 กระทง 10 เดือน จงใจปกปิดทรัพย์สินฯ เงินสด-รถร่วม 20 ล้าน
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 26 ก.ย.60 เวลา 12.20 น. นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลาย เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน ได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.27/2560 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง ยื่นฟ้อง นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อายุ 64 ปี อดีตปลัดคมนาคมระหว่างปี 2552-2554 ผู้คัดค้าน จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม และขอให้พิพากษาลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 หลังจากเมื่อปี 2555 ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดข้อกล่าวหานายสุพจน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติและข้อกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ สืบเนื่องจากการเกิดเหตุคนร้ายบุกปล้นบ้านนายสุพจน์ ในซอยลาดพร้าว 64 เมื่อค่ำวันที่ 12 พ.ย.54 ซึ่งผู้ที่ร่วมทำผิดคดีอาญาได้ให้การเกี่ยวกับทรัพย์สินว่าพบเงินสดในบ้านนายสุพจน์นับร้อยล้านบาท โดยนายสุพจน์ไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินบางส่วนได้ ป.ป.ช.จึงชี้มูลความผิดนายสุพจน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
โดยก่อนอ่านคำพิพากษา องค์คณะฯ ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงร่วมประชุมแถลงคำวินิจฉัยส่วนตัวและลงมติเป็นคำพิพากษากลางความยาว 33 หน้า ซึ่งศาลใช้เวลาชั่วโมงเศษในการอ่านรายละเอียดคำพิพากษา
ซึ่งคดีนี้ นายสุพจน์ได้ต่อสู้ว่าเงินที่จำนวน 17 ล้านบาทเศษ และรถโฟลค์สวาเกน (Volk Swagen) ทะเบียน ฮต 8822 กทม. ที่ป.ป.ช.ชี้มูลไม่ใช่ของตน โดยรถโฟลค์สวาเกนเป็นของนายเอนก จงเสถียร นักธุรกิจฟิล์มถนอมอาหาร และได้คืนให้กับนายเอนกไปแล้ว ต่อมาภายหลังนายเอนกได้มอบรถคันดังกล่าวให้กับวัดแห่งหนึ่งเพื่อใช้ประกอบกิจของสงฆ์ ส่วนเงินจำนวน 17 ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นของกลางที่คนร้ายอ้างว่าปล้นมาจากบ้าน หลังเกิดเหตุตนได้แจ้งความว่าเงินหายไว้ 5,068,000 บาท ซึ่งเป็นเงินสินสอดในงานแต่งบุตรสาว และภายหลังเสร็จสิ้นพิธีก็ได้คืนให้กับบุตรสาวและบุตรเขย จึงไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน 2 รายการนี้ นอกจากนี้ การไต่สวนของป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ชี้มูลความผิดให้ตนได้แก้ข้อกล่าวหา แต่มาดำเนินการภายหลัง
โดยศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงเห็นว่า กระบวนการไต่สวนของป.ป.ช.ผู้ร้อง ได้มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวน และได้แจ้งข้อกล่าวหาให้นายสุพจน์ทราบ กระทั่งมีการยื่นเอกสารแก้ข้อกล่าว รวมทั้งมีการยื่นเอกสารชี้แจงมากกว่า 5 ครั้ง ซึ่งกระบวนการเป็นไปตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แล้ว องค์คณะจึงมีมติเสียงข้างมากว่า ป.ป.ช.ผู้ร้องดำเนินการไต่สวนโดยชอบและมีอำนาจยื่นฟ้องคดีนี้
ส่วนประเด็นที่นายสุพจน์ ผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบอันเป็นเท็จหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าหลังเกิดเหตุปล้นเมื่อวันที่ 12 พ.ย.54 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกลุ่มผู้ร่วมกระทำความผิดได้ 9 รายในหลายพื้นที่ พร้อมเงินของกลาง 18,121,000 บาท กระทั่งถูกฟ้องเป็นคดีอาญาและคดีถึงที่สุดเมื่อปี 2557 โดยคนร้ายให้การว่าทราบจากบุตรของเลขานุการนายสุพจน์ว่าภายในบ้านที่เกิดเหตุมีเงินสดจำนวนมากเก็บไว้จำนวน 500 ล้านบาท จนเหม็นกลิ่นเงินที่ฟุ้งกระจาย และในบางครั้งนำหมูยอมาหั่นก็เจอเงินซ่อนอยู่ จึงรวมกับพวกเข้าปล้นทรัพย์มีเป้าหมายคือเงินของนายเท่านั้น ไม่นำเงินสินสอดไปด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าที่เกิดเหตุพบกระเป๋า 7-8 ใบ สภาพถูกกรีดกองอยู่บนพื้นบ้าน สอบถามคนรับใช้ให้การว่าคนร้ายถามหาที่ซ่อนเงินและได้มีการรื้อค้นกระเป๋าซึ่งใส่เฉพาะเสื้อผ้าเท่านั้น ก่อนนำเงินส่วนหนึ่งหลบหนีไป ส่วนเงินสินสอดที่ใส่ถุงวางไว้ใกล้โต๊ะไม่ถูกหยิบไป นอกจากนี้ ได้ความจากคนใกล้ชิดในครอบครัวได้ความว่าเงินสินสอดเป็นธนบัตรใหม่ทั้งหมดบรรจุในถุงผูกโบว์สีฟ้าและมีปอกคาดสีชมพู
ศาลเห็นว่าจากพฤติการณ์เชื่อได้ว่าเหตุปล้นบ้านคนร้ายได้นำเงินของกลาง ซึ่งไม่ใช่เงินสินสอดไปจากบ้านนายสุพจน์ และพฤติการณ์คนร้ายไม่ได้เป็นการปรักปรำ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะต้องนำเงินไปไว้จุดใดจุดหนึ่งหรือคนๆ เดียว เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามจับตัว กรณีไม่มีเหตุจำเป็นและไม่สมเหตุสมผลที่คนร้ายจะให้การซัดทอดปรักปรำตัวเองให้รับโทษอาญา ซึ่งหากจำนวนเงินที่ปล้นไปมีน้อยกว่าจำนวนเงินของกลาง ก็จะต้องเดือดร้อนไปหาเงินมาให้เท่ากับจำนวนเงินที่ระบุไว้ อีกทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายของกระเป๋าแล้ว เชื่อว่าสามารถบรรจุเงินได้มากกว่าที่นายสุพจน์อ้างว่าถูกปล้นไปเพียง 5 ล้านบาท ส่วนที่อ้างว่าเงินที่ถูกปล้น 5 ล้านบาท เป็นเงินสินสอดนั้น ได้ความจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าธนบัตรที่ถูกขโมยเป็นธนบัตรที่ใช้แล้วกลางเก่ากลางใหม่นำมาหมุนเวียนใหม่ ปอกคาดธนบัตรไม่ใช่สีชมพู และถูกเบิกจากธนาคารในจังหวัดฉะเชิงเทรามานานกว่า 8 เดือนก่อนที่มีพิธีฉลองมงคลสมรส ซึ่งข้อเท็จจริงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปแลกธนบัตรไกลถึง จ.ฉะเชิงเทรา เพราะงานฉลองมงคลสมรสจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ และการเบิกเงินจำนวนมากไว้นานก่อนจัดงานก็มีความเสี่ยงที่จะสูญหาย
ดังนั้นจึงเชื่อว่าจำนวนเงินที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายสุพจน์จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จฯ จำนวน 17,553,000 บาทนั้น เป็นเงินก้อนเดียวกับที่ถูกปล้นบ้าน ไม่ใช่เงินสินสอด ซึ่งนายสุพจน์จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินในส่วนนี้ต่อผู้ร้อง
ส่วนรถโฟล์คสวาเกน มูลค่า 3 ล้านบาท นั้น นางนฤมล ทรัพย์ล้อม ภรรยานายสุพจน์ เบิกความว่าเป็นรถที่นายเอนก จงเสถียร มอบให้เป็นค่าตอบแทนที่ช่วยเหลืองาน ขณะที่นายเอนกอ้างว่าซื้อรถมาเพื่อมอบให้นางนฤมลไปใช้งานในการสอนเด็กและเผยแพร่ศาสนา ซึ่งนางนฤมลเคยช่วยงานบริษัทของตน แต่ศาลเห็นว่าระยะเวลาการไปช่วยงานดังกล่าวเพียง 2 เดือน และเป็นการช่วยงานเพียงครั้งคราว แต่กลับได้รถมูลค่าถึง 3 ล้านบาท แตกต่างจากพนักงานบริษัทที่ทำงานประจำได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน 30,000 -50,000 บาท และยังได้ความว่าการสอนหนังสือดังกล่าวก็สอนที่บ้านของนางนฤมล ไม่ได้เดินทางไปไหน แม้จะอ้างว่าได้ขับรถนำเด็กออกไปนอกสถานที่บ้างก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ และในความสัมพันธ์ระหว่างนายเอนกกับนายสุพจน์ก็ปรากฏว่า ระหว่างที่นายสุพจน์เป็นกรรมการการบินไทย นายเอนกก็ได้ทำสัญญาทางธุรกิจกับกลุ่มคิงพาวเวอร์ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่าในการชำระเงินซื้อรถ นายอเนกได้มอบเงินให้กับนางนฤมลหลายครั้ง ซึ่งมีพิรุธและเสี่ยงต่อการสูญหาย อีกทั้งการจดทะเบียนเลขทะเบียน ก็เป็นเลขกลุ่มเดียวกับเลขทะเบียนรถของบุตรสาวนายสุพจน์ แต่ไม่ใกล้เคียงกับกลุ่มรถของนายอเนกที่มีอยู่หลายคัน ซึ่งแม้การซื้อรถจะเป็นชื่อของนายเอนก หลายครั้งผู้ใช้รถกับผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของก็ไม่ใช่บุคคลเดียวกันเสมอไป ส่วนที่นายสุพจน์อ้างว่าได้มอบรถคันดังกล่าวให้กับวัดแห่งหนึ่งเพื่อไปใช้ในกิจการสงฆ์ แต่ทางนำสืบเห็นว่าการใช้รถ ทางวัดจะเป็นผู้จ่ายค่าน้ำมันเพียงอย่างเดียว ส่วนภาษีรถยนต์ ค่าซ่อมบำรุง ค่าต่อทะเบียน ทางวัดไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง จึงเชื่อว่าเป็นการให้ยืมรถใช้ชั่วคราว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ารถเป็นทรัพย์สินของนายสุพจน์ ในชื่อผู้อื่นโดยมีวัดเป็นผู้ครอบครองชั่วคราว และเป็นทรัพย์สินที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อผู้ร้อง
ส่วนการกระทำของนายสุพจน์เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมนั้น เห็นว่าแม้จะมีทรัพย์สินเพียง 2 รายการ แต่พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่านายสุพจน์ไม่ประสงค์ที่จะให้ผู้ร้องตรวจสอบทรัพย์สินหลังจากการพ้นตำแหน่งกรรมการ รฟท. , กรรมการการบินไทย, ประธานกรรมการ รฟม. ครั้งที่ 3 และการพ้นจากตำแหน่งปลัดคมนาคมกับการพ้นจากตำแหน่งปลัดคมนาคมมาแล้ว 1 ปี ซึ่งเจตนาของกฎหมายต้องการให้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินทุกครั้ง ดังนั้น การกระทำจึงเป็นการจงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ รวม 5 ครั้ง แม้จะเป็นทรัพย์สินชุดเดียวกัน
องค์คณะจึงมีมติเสียงข้างมากพิพากษาให้จำคุกนายสุพจน์ 5 กระทง กระทงละ 2 เดือน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 รวมจำคุกทั้งสิ้น 10 เดือน ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินและเอกสารประกอบอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงกรณีพ้นจากตำแหน่ง และมีคำสั่งห้ามนายสุพจน์ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมวันที่ 18 พ.ค. 55
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังอ่านคำพิพากษา นายสุพจน์มีสีหน้าเคร่งเครียด ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ควบคุมตัวนายสุพจน์ไปควบคุมที่บริเวณศาลแขวงดอนเมืองภายในศูนย์ราชการระหว่างที่ทนายความของนายสุพจน์ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีตามรัฐธรรมนูญใหม่ โดยวันนี้ก็ได้มีผู้ที่รู้จักกับนายสุพจน์มาร่วมฟังคำพิพากษาประมาณ 10 คน
ต่อมาเวลา 15.50 น. ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายสุพจน์ โดยตีราคาประกัน 2 ล้านบาท ซึ่งหลังได้รับการปล่อยตัว นายสุพจน์ได้เดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ อย่างไรก็ดี ในการยื่นอุทธรณ์คดีนั้นก็เป็นไปตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 195 วรรคสี่ ที่ให้อุทธรณ์ได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา.



