
เรือนชานบ้านเมือง - ทางเลือกอันเป็นทางรอด
ของการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมพูดถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย รวมทั้งประเทศต่างๆ ในเอเชีย ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการแสวงหาการเติบโตแบบ “ยั่งยืน” ไม่ใช่เป็นการเติบโตแบบ “ยุบหนอพองหนอ” ในลักษณะ “ดับเบิลยู” (W) อย่างที่เคยเป็นมา บรรดานักวิเคราะห์หลายท่าน (รวมทั้งผม) ต่างฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า แนวทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยและประเทศในเอเชียเวลานี้มี 3 ทางเลือก
ทางแรกคืออยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย รอเวลาที่เศรษฐกิจจะตกต่ำกันอีกครั้งหนึ่ง ทางที่สองคือ เตรียมมาตรการตั้งรับและสร้างโครงข่ายในการร่วมมือกัน ในอันที่จะหาหนทางหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต และสาม คือใช้มาตรการในเชิงรุก นั่นคือประเทศในเอเชียทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งร่ำรวยและยากจน ต้องรวมตัวกันทำหน้าที่เป็นแกนนำของโลกในการ “ปฏิรูประเบียบทางการเงิน” แทนที่ระบบเก่าๆ ที่ได้สร้างปัญหาซ้ำซากให้เกิดขึ้นแก่ประเทศในเอเชียมาตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
ดูเหมือนผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์และการเงินหลายคนลงความเห็นตรงกันว่า ในช่วงเวลาแห่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนี้ น่าจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียควรที่จะร่วมแรงร่วมใจกันแสดงบทนำกันเสียที หลังจากที่เล่นบทพระรองมานาน เพราะหากพิจารณาถึงแก่นแท้แล้ว ประเทศในเอเชียมีเงินทุนสำรองรวมกัน คิดเป็น 67% ของเงินทุนสำรองทั้งโลก อีกทั้งประชากรกว่าครึ่งของประชากรทั้งโลกคือกว่า 55% ก็อาศัยอยู่ในเอเชีย และมีสัดส่วนอยู่ในผลิตภัณฑ์มวลรวมของทั้งโลกสูง อีกทั้งมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนั้น เศรษฐกิจเอเชียในภาพรวมนั้นไม่ธรรมดา เพียงแค่เศรษฐกิจของ จีน ก็มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจาก สหรัฐ และ ญี่ปุ่น และขณะนี้กำลังไล่บี้แบบหายใจรดต้นคออันดับ 2 และ 1 อีกทั้งในแง่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจนั้น จีนนับได้ว่าเป็นประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก ในขณะที่มหาเศรษฐีอย่าง สหรัฐ กลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว สยามประเทศอันเป็นที่รักของพวกเราก็น่าจะมีส่วนพึ่งพิงบารมีในกระแสของการฟื้นตัวของเอเชียในครั้งนี้
ดังนั้น ทางเลือกอันเป็นทางรอดของการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืนของไทยและเอเชีย ทั้งภูมิภาคจึงต้องรวมตัวกันให้ได้และต้องเหนียวแน่นเพียงพอที่จะเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดเป็นโครงข่ายซึ่งจะสามารถนำไปสู่การปฏิรูป “สถาปัตยกรรมทางการเงิน” ของเอเชียเสียใหม่ ที่เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันเพียงพอ ในกรณีที่ต้องรับมือกับวิกฤติการเงินในอนาคต คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การพบปะกันจนเกิดเป็น “ความคิดริเริ่มเชียงใหม่” ได้สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณในเชิงบวกที่บอกถึงการก้าวย่างที่นำไปสู่แนวทางดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงกรอบแบบหลวมๆ ในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในเอเชียเพื่อนำไปสู่การ “สร้างสมดุลใหม่” ให้แก่ระบบการเงินของเอเชียและของโลก
ในวิกฤติ “ต้มยำกุ้งดีซีส” เราได้เห็นความล้มเหลวในการดำเนินการช่วยเหลือ (หรือช่วยซ้ำเติม) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มาแล้ว อีกทั้งในวิกฤติการณ์ “แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส” ในคราวนี้เอเชียทั้งภูมิภาคก็หวุดหวิดที่จะ “ล้มละลาย” กันอีกรอบ เพราะเตรียมตัวไม่ทันไม่รู้ว่าจะรับมือกับวิกฤติที่เกิดขึ้น ที่มาแรง มาเร็ว อันเกิดจากการกระทำของคนอื่นอย่างไร ถ้าไม่หา “ทางเลือก” ที่นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ ยั่งยืน ให้ได้ในตอนนี้ วิกฤติการณ์ทางการเงินครั้งหน้าเราอาจไม่มี “ทางรอด” หลงเหลือให้ “เลือก” ก็เป็นได้
แต่ที่น่าหนักอกหนักใจที่สุด คือ สยามประเทศของเรา มีปัญหาพิเศษที่หนักหนาสาหัสต่างจากปัญหาของประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เพราะนอกจากต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทางเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว ยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยังไม่รู้ว่าจะแก้ไขกันอย่างไร แต่จะทำอย่างไรได้เกิดมาเป็นคนไทยแล้วคงต้องสู้กันจนสุดฤทธิ์ครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



