
ด่วน!! รวบหนุ่มโปแลนด์บึ้มตู้เอทีเอ็มชิงเงิน
ตำรวจรวบหนุ่มโปแลนด์วางระเบิดตู้เอทีเอ็ม ธ.กรุงเทพชิงเงิน สืบ 4 คุมสอบ-ขอหมายจับ ผบ.ตร.แถลง-ทำแผนพรุ่งนี้ (27 ก.ย.)
26 ก.ย. 60 ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุเหตุระเบิดตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ หน้าห้างโลตัสเอ็กซ์เพรส สาขากรุงเทพกรีฑา แขวงสะพานสูง เขตประเวศ กทม. ก่อนฉกกล่องบรรจุเงินสดจากเซฟไป 314,100 บาท ท้องที่ สน.ประเวศ เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา ว่า คดีนี้ตนได้รับรายงานความคืบหน้าตลอด สั่งให้ชุดสืบสวนสอบสวนเก็บรวบรวมหลักฐานโดยรอบให้ละเอียด ขณะนี้มีความชัดเจนว่าคนร้ายใช้แก๊สในการระเบิด เนื่องจากมีพยานหลักฐานบ่งชี้ ซึ่งการก่อเหตุวิธีนี้เป็นครั้งแรกที่พบ น่าจะนำมาเป็นกรณีศึกษาได้ จากการสืบสวนเชื่อว่าคนร้ายก่อเหตุคนเดียว แม้คนเดียวแต่หากมีความรู้เรื่องการประกอบการทำระเบิดก็ทำได้ อย่างเช่นกรณีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎคนร้ายก็ทำคนเดียว ตอนนี้มีข่าวดีแล้ว รู้ตัวคนร้ายแล้วขยายผลอยู่ เชื่อว่าได้ตัวจับตัวได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อีก 1-2 วันก็มีข่าวดี อย่างไรก็ตาม มูลเหตุประสงค์ต่อทรัพย์แน่นอน ไม่เกี่ยวกับการสร้างสถานการณ์ป่วน ถ้าต้องการป่วนไปวางหน้าร้านสะดวกซื้อ วางระเบิดถังขยะก็ได้
ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. กล่าวว่า คดีนี้มีข่าวดีแล้ว ส่วนรายละเอียดจะให้ ผบ.ตร.เป็นคนเปิดเผยโดยเร็วที่สุด จะมีการชี้แจงให้สื่อมวลชนทราบอีกครั้ง
มีรายงานข่าวยืนยันว่าคดีนี้จับกุมคนร้ายได้แล้ว 1 คน คือ นายกราคจานพาเวล สเตนิสซิวสกี อายุ 38 ปี ชาวโปแลนด์ เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้ก่อเหตุวางระเบิด โดยระหว่างนี้อยู่ระหว่างการขอศาลออกหมายจับคนร้ายและจะมีการแถลงข่าวความคืบหน้าคดีนี้ในวันที่ 27 กันยายน ก่อนจะนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพต่อไป
รายงานข่าวจากชุดสืบสวนประกอบกับพยานหลักฐานต่างๆ ระบุว่า คนร้ายที่ก่อเหตุไม่ใช่คนไทย โดยเริ่มแกะรอยจากกล้องวงจรปิด ซึ่งเช็กย้อนหลังก่อนวันเกิดเหตุไป 3 วัน พบว่าวันที่ 11 และ 12 กันยายน ผ่านมาตรวจพบว่ากล้องวงจรปิดสามารถจับภาพชายต้องสงสัยลักษณะเป็นชาวต่างชาติขับขี่รถจักรยานยนต์มาดูลาดเลาป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ ก่อนลงมือก่อเหตุช่วงเช้ามืดวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งจากกล้องวงจรปิดพบว่าคนร้ายใช้แก๊สหุงต้มจากถังแก๊สร้านไก่ย่างที่ใกล้เคียงกับตู้เอทีเอ็มดังกล่าว แล้วต่อสายอัดแก๊สเข้าไปในตู้เอทีเอ็ม จากนั้นก็ราดน้ำมันเบนซินจากตู้เอทีเอ็มมาเป็นทาง ก่อนใช้ไฟแช็กจุดไฟไหม้ไปถึงตู้เอทีเอ็มที่อัดแน่นด้วยแก๊สจนระเบิด นำเอากล่องเงินแล้วขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป
จากการสืบสวนยังพบอีกว่าคนร้ายได้ศึกษาการระเบิดตู้เอทีเอ็มดังกล่าวจากเว็บไซต์ชื่อดังแห่งหนึ่ง และพบว่าเตรียมการก่อเหตุด้วยการซื้อสติกเกอร์สีขาวมาติดลายรถจักรยานยนต์ และติดตัวเลขที่แผ่นป้ายทะเบียนเพื่ออำพรางสายตา พร้อมกับซื้อหมวกกันน็อก 2 ใบ โดยคนร้ายมีภรรยาเป็นชาวกัมพูชา และพักอาศัยที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งจะมาที่ประเทศไทยบ้างบางครั้ง
ภายหลังก่อเหตุคนร้ายได้เดินทางไปประเทศมาเลเซียในวันที่ 17 กันยายน ก่อนย้อนกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 19 กันยายน เมื่อฝ่ายสืบสวนแน่ชัดในพยานหลักฐานจึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. วันที่ 26 กันยายน คนร้ายได้ปรากฏตัวที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งภายในซอยรามคำแหง 50 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.4 จึงเข้าควบคุมตัวมาสอบสวน
จากการสอบสวนคนร้ายให้การปฏิเสธ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่มั่นใจในพยานหลักฐานว่าสามารถเอาผิดคนร้ายได้ ส่วนเงินที่ได้ไป 3 แสนกว่าบาทคาดว่าคนร้ายใช้เที่ยวเตร่หมดแล้ว



