
ศาลยกฟ้อง "แพะฉกเพชร" ปล่อยตัวเย็นนี้
ศาลยกฟ้อง "แพะฉกเพชร" หลังเบิกความพบพิรุธ รูปพรรณสันฐานไม่ใช่ ตำรวจไม่ตรวจดีเอ็นเอ พร้อมมีพยานยืนยันที่อยู่ ปล่อยตัวเย็นนี้
26 ก.ย. 2560 - เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ ศาลอาญาธนบุรี ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีวิ่งราวเพชร 15.8 ล้านบาท หมายเลขดำ อ.2260/2560 ที่พนักงานอัยการคดีอาญาธนบุรี 3 เป็นโจทก์ฟ้องนายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ ชาว จ.นครพนม อายุ 47 ปี พ่อค้าข้าวเหนียวไก่ทอด เป็นจำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ
ตามฟ้องอัยการ ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.59 จำเลย ได้กระทำผิดโดยวิ่งราวทรัพย์เพชรมูลค่า 15.8 ล้านบาท จากผู้เสียหายรายหนึ่ง ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านบางแวก เขตภาษีเจริญ กทม.ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวได้ที่ จ.นครพนม
ขณะที่นายพิสิษฐ์ จำเลยให้การปฏิเสธมาตลอด โดยอ้างสถานที่อยู่ว่า ช่วงเกิดเหตุตนมีอาการปวดท้อง จึงเข้ารักษาที่คลินิกแห่งหนึ่ง ใน จ.นครพนม พร้อมนำแพทย์และใบรับรองแพทย์มาแสดงต่อศาล ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่ผู้กระทำผิดตัวจริง น่าจะมีชื่อ สกุล ซ้ำกันกับของตน โดยปัจจุบันนายพิสิษฐ์ ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษธนบุรี
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า คดีนี้พยานโจทก์ 2 ราย ซึ่งอ้างว่า เคยเห็นคนร้ายถึง 2 ครั้งเบิกความยืนยันว่า คนร้าย มีรูปร่างท้วม ผิวดำแดง สูงประมาณ 158 ซ.ม.ริมฝีปากล่างเผยอออกมา และเมื่อทนายจำเลย นำภาพถ่ายของจำเลย ไปให้พยานชี้ตัว ก็ยืนยันว่า จำเลยไม่ใช่คนร้ายที่ก่อเหตุ ขณะที่ ผู้เสียหาย ซึ่งได้ซื้อขายเพชร ราคา 15.8 ล้านบาทกับคนร้ายที่บ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านบางแวก กลับเบิกความสับสน ถึงรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย และจำเลย ประกอบกับ พนักงานสอบสวนไม่ตรวจหาดีเอ็นเอที่เกิดเหตุ ที่คนร้ายนั่งคุยกับผู้เสียหาย เพื่อมาเปรียบเทียบกับคนร้าย ว่าใช่จำเลยหรือไม่
รวมทั้ง หมายเลขโทรศัพท์ ที่ผู้เสียหายอ้างว่า คนร้ายใช้หมายเลขนี้โทรมาติดต่อเรื่องการซื้อเพชร และเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ การจดทะเบียน ซิมการ์ด พบว่าเป็นชื่อของนายพิสิษฐ์ จำเลย จริง แต่พนักงานสอบสวนไม่หาหลักฐานมายืนยันว่า ในการจดทะเบียนซิมการ์ดนั้นนายพิสิษฐ์ได้นำบัตรประจำตัวประชาชนของตนไปแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่ของค่ายโทรศัพท์เอไอเอส ด้วยตนเองหรือไม่
พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าคนร้ายที่ก่อเหตุ เป็น จำเลย ตามฟ้องโจทก์ ขณะที่จำเลยนำพยานบุคคลที่อยู่ในจ.นครพนมมาเบิกความเกี่ยวกับเรื่องถิ่นที่อยู่ ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลย พักอยู่ที่ จ.นครพน จริง ดังนั้นศาลจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีก จึงพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลย
ภายหลังศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว ก็จะได้ออกหมายปล่อยตัวนายพิสิษฐ์ จากเรือนจำช่วงเย็นวันนี้ต่อไป
ทั้งนี้เมื่อฟังคำพิพากษาแล้ว นายพิสิษฐ์ ได้ก้มลงกราบมารดา ภายในห้องพิจารณาคดี และ เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ที่ให้การช่วยเหลือทางคดี ที่เข้าไปแสดงความยินดีกับนายพิสิษฐ์ ด้วย
ด้าน พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า คดีนี้ หลังจากกระทรวงยุติธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากญาติจำเลย จึงสั่งการให้ดีเอสไอ ตรวจสอบพยานหลักฐาน จึงพบพิรุธ หลายเรื่อง การที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในวันนี้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นบรรทัดฐาน ให้กับสังคม และพนักงานสอบสวน ควรทำคดีให้มีความรอบคอบ
ขณะที่ มารดาของนายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ดีใจมากที่ลูกชายพ้นผิด ที่ผ่านมาก็ให้กำลังใจลูกชายมาโดยตลอด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนายพิสิษฐ์นั้น ระหว่างถูกจับกุมดำเนินคดี น.ส.ดารีวรรณ พ่อวงค์ ช่างเสริมสวย ชาวนครพนม ภรรยาของนายพิสิษฐ์ ได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรมขอความช่วยเหลือด้านคดีให้กับสามี ซึ่งตำรวจอาจจับผู้ต้องหาผิดตัวโดยมีข้อสงสัยว่าคนร้ายอาจมีชื่อสกุลซ้ำกันในทางทะเบียน และยังมีหลักฐานยืนยันว่าในวันเกิดเหตุ ก่อนที่จะมีการวิ่งราวเพชร 1 ชั่วโมงจำเลยได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในคลินิกแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม ขณะฝ่ายภรรยา ยังได้นำภาพถ่ายยืนยันว่าสามีถูกทำร้ายร่างกายขณะถูกนำตัวไปสอบสวนในรีสอร์ทแห่งหนึ่งด้วย โดยรองปลัดกระทรวงยุติธรรมมอบให้พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่ิอช่วยเหลือทางคดีกับนายพิสิษฐ์



