ข่าว

"ทนาย"ร้องอสส.ทำคดีฟอกเงินกรุงไทยเสมอภาค

"ทนาย"ร้องอสส.ทำคดีฟอกเงินกรุงไทยเสมอภาค

21 ก.ย. 2560

"ทนาย"ยื่นหนังสือตามสิทธิรธน.มาตรา 41 ร้องอสส.ทำคดีฟอกเงินแบงก์กรุงไทยเสมอภาค ห่วงดีเอสไอแยกสำนวนฟอกเงินแบงก์กรุงไทย สอบสวนไม่ครบ

             21 ก.ย.60  นายวันชัย บุญนาค ประกอบวิชาชีพทนายความและเป็นทนายความของนายศุภชัย ศรีอักษร  อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เดินทางมายื่นหนังสือถึง ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด เพื่อขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดในคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งมีนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนอัยการสูงสุด รับหนังสือไว้ โดยขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

           ภายหลัง นายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า จะแจ้งอัยการสูงสุดทราบเรื่องต่อไป ทั้งนี้หากสำนวนเข้าสู่การพิจารณาของอัยการก็จะได้ส่งเรื่องไปรวมเพื่อประกอบการพิจารณาโดยเร็ว หรือถ้าต้นเรื่องส่งมาจาก ดีเอสไอ ถึงพนักงานอัยการแล้วคงจะส่งไปรวมประกอบการพิจารณาต่อไป

           ขณะที่นายวันชัย ทนายความ กล่าวเพิ่มเติมว่า คดีนี้มีอะไรที่ผิดสังเกต เช่น นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ และนายอุตตม สาวนายน ไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ว่าพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ ซึ่งตนมองว่าคดียังไม่ระงับ โดยอายุความจะถึงวันที่ 9 ธ.ค.61 ตนในฐานะทนายความ ที่ติดตามคดีทางการเงินมาตั้งแต่ยุค ปรส. และในฐานะประชาชน มีความห่วงต่อการพิจารณากำเนินคดี ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 41 บัญญัติให้ประชาชนมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐได้ ดังนั้นตนในฐานะประชาชนคนหนึ่งจึงใช้สิทธิมายื่นข้อร้องเรียนต่ออัยการสูงสุด

           " เรื่องนี้กระทบต่อสถาบันการเงินและเศรษฐกิจ ผมยื่นเรื่องนี้ต่อดีเอสไอหลายครั้งแล้ว ความคืบหน้าเป็นไปอย่างล่าช้า และทราบมาว่าที่ผ่านมามีการสรุปสำนวนเพียง 13 คน ไม่ได้ปฏิบัติอย่างทั่วถึง ผมจึงมาร้องเรียนต่ออัยการให้พิจารณาสั่งการสอบสวนเพิ่ม เเละไม่ควรที่จะแยกสำนวน ส่วนจะขยายผลถึงใครก็ควรทั่วถึงเท่าเทียม" นายวันชัย กล่าวและว่า คดีนี้เป็นคดีปล่อยสินเชื่อ 9,900 ล้านบาท ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เดียวกันกับคดีที่ศาลฎีกาตัดสินแล้ว ซึ่งเป็นหลักที่พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการสอบสวนบุคคลตามที่มีมติรับไว้ คือกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยอย่างน้อยให้ครบทั้ง 5 คน ส่วนจะขยายผลถึงใครต่อไปก็ย่อมทำได้ แต่ปรากฏว่าในสำนวนที่กล่าวหานายพานทองแท้ ชินวัตรบุตรชายของนายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีกับพวกเป็นสำนวนคดีในปี 2560 ไม่มีข้อความใดปรากฏว่าได้สอบสวนกรรมการทั้ง 5 คน และมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องส่งพนักงานอัยการ การแยกสำนวนคดีส่อว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ คดีจะจบที่ดีเอสไอไม่ได้ ต้องจบที่อัยการหากเห็นสั่งไม่ฟ้อง หากเห็นสั่งฟ้องก็ต้องจบที่ศาล
 
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหนังสือที่นายวันชัย ทนายความ ยื่นถึงอัยการสูงสุด ระบุเนื้อหาสรุปว่า ดีเอสไอ รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษที่ 36/2550 ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.50 โดยกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยที่อนุมัติสินเชื่อทั้ง 5 คน จะต้องเป็นผู้ต้องหาในคดีแล้ว ถ้าดีเอสไอจะขยายผลต้องทำสำนวนคดีนี้ให้ครบทุกคนที่รับเงินไป

           จนต่อมาวันที่ 26 ส.ค.58 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่ากรรมการบริหารที่ลงนามอนุมัติสินเชื่อผิดและถูกจำคุกไป 3 คน ส่วนอีก 2 คน คือนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ และนายอุตตม สาวนายน (รมว.อุตสาหกรรม คนปัจจุบัน) กลับไม่ถูกฟ้อง ซึ่งตนเห็นว่าไม่มีกฎหมายยกเว้นว่าไม่ผิดฐานฟอกเงิน ดังนั้นดีเอสไอต้องทำการสอบสวนกรรมการทั้งหมด อีกทั้งในคดี 36/2550 เเม้ศาลฎีกาฯจะมีคำพิพากษาไปเเล้วเเต่ก็ไม่ใช่ว่าคดีระงับหรือคดีจบแล้ว เนื่องจากยังไม่มีการดำเนินคดีครบทุกคนเเละคดีดังกล่าวก็ยังไม่ขาดอายุความ

           ขณะที่ทราบว่า ดีเอสไอไม่ได้ทำคำสั่งทางคดีกับกรรมการอนุมัติสินเชื่อให้ครบทั้ง 5 คน ของธนาคารกรุงไทยฯ ทั้งหมด ดีเอสไอ จะต้องเรียกตัวผู้อนุมัติสินเชื่อทั้งหมดที่ทำให้เงินปล่อยกู้ที่ผิดกฎหมายนำไปสู่การฟอกเงินมาสอบสวนดำเนินคดีทั้งหมด และต้องทำความเห็นทางคดีว่าเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องส่งให้อัยการพิจารณาคดีตามกฎหมาย แต่ปรากฏว่าดีเอสไอไม่ทำตามขั้นตอนนี้ ส่อว่าช่วยเหลือนายชัยณรงค์และนายอุตตมให้ไม่ถูกดำเนินคดีฟอกเงิน โดยดีเอสไอเองกลับไปตั้งคดีฟอกเงินกับกลุ่มคนที่ไม่ใช่การรับเงินหรือรับเช็คธนาคารกรุงไทย หรือรับเงินจากบัญชีธนาคารกรุงเทพ ที่ทำการกระจายเงิน โดยแยกสำนวนคดีพิเศษที่ 25/2560 ทั้ง ๆ ที่ความจริงเเล้ว ดีเอสไอจะต้องทำการสอบสวนรวบรวมว่า ธนาคารกรุงเทพ รับเงินไปเท่าใด ใครบ้างที่รับเงินทั้ง 9,900 ล้านบาท ไม่ควรแยกสำนวนคดี คดีนี้จะฟ้องใครฟอกเงินหรือไม่ต้องจบที่พนักงานอัยการ จึงมาร้องเรียนต่ออัยการสูงสุดให้พิจารณาดำเนินคดีกับทุกคนที่รับเงินปล่อยกู้ผิดกฎหมายทั้งธนาคารกรุงเทพ บุคคล และนิติบุคคล อย่างไม่เลือกปฏิบัติ