ข่าว

รวมเอกสารผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ร้องแก้โมเดล ก.ต.

รวมเอกสารผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ร้องแก้โมเดล ก.ต.

19 ก.ย. 2560

"คณะผู้พิพากษาศาลชั้นต้น" รวม 2,000 ชื่อ ยื่นทันรับฟังความคิดเห็นแก้ ก.ม.ศาลวันสุดท้าย เรียกร้องใช้โมเดล ก.ต.ใหม่สัดส่วน 4 คนทั้งสามชั้นศาล

 

 

          19 ก.ย. 60 - จากกรณีเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่มีอาวุโสระดับบริหารในศาลพื้นที่ กทม.และส่วนกลาง รวม 300 คน ได้มีหนังสือสรุปข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ "ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม (ฉบับที่...) พ.ศ... หลังจากสำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกประกาศรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขกฎหมายได้บัญญัติถึง องค์ประกอบ , ที่มา , จำนวนและวิธีเลือก ก.ต.ว่า ผู้พิพากษาที่มีรายชื่อขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 77 วรรคสอง แสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยประเด็นสำคัญคือ การกำหนดสัดส่วน ก.ต.ให้เท่ากันแบบ 4 : 4 : 4 จึงเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาล จากที่ปัจจุบันอัตรากำลังซึ่งเป็นข้อมูลในปี 2560 ผู้พิพากษาศาลฎีกามีจำนวน 150 คน , ศาลชั้นอุทธรณ์ 750 คน และศาลชั้นต้น 3,849 คน แต่ร่างกฎหมายกลับกำหนดสัดส่วน ก.ต.ของศาลฎีกา , ศาลชั้น อุทธรณ์ และศาลชั้นต้น  6 : 4 : 2 ซึ่งคณะผู้พิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวก็ได้รวบรวมรายชื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่เห็นด้วยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ได้มีการยื่นรายชื่อได้ 1,000 คนต่อเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมและล่าสุดวันนี้ (19 ก.ย.) ได้ส่งรายชื่อเพิ่มเติมอีกรวมกับรายชื่อร่วม 2,000 คนนั้น  

          นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า คณะผู้แทนผู้พิพากษาชั้นต้น ได้ยื่นหนังสือพร้อมรายชื่อในประเด็นดังกล่าวต่องานสารบรรณ สำนักงานศาลยุติธรรม อีก 900 รายชื่อ จากรายชื่อที่ได้ยื่นเข้ามาก่อนหน้านี้จำนวน 1,100 รายชื่อ ซึ่งในวันนี้ (19 ก.ย.) ก็เป็นวันสุดท้ายในการเปิดรับฟังความคิดเห็น หลังจากนี้จะนำรายชื่อทั้ง 2 ส่วน ส่งให้นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้รวบรวมเอกสารแสดงความคิดเห็นทั้งหมดของผู้พิพากษาที่ใช้สิทธิ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ที่ดูแลการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ต่อไป

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้น คณะผู้แทนของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ได้ยื่นผ่าน ผอ.สำนักกฎหมายและวิชาการ สำนักงานศาลยุติธรรม แล้ว ซึ่งหนังสือของคณะผู้แทนของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น สรุปประเด็นดังนี้ 1.คุณสมบัติของ ก.ต. ในแต่ละชั้นศาลนั้นเดิมรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 มาตรา 221 (2) บัญญัติเกี่ยวกับ ก.ต. ไว้ว่า "กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละชั้นศาล ได้แก่ ศาลฎีกา 6 คน ศาลอุทธรณ์ 4 คน และศาลชั้นต้น 2 คน ซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล และได้รับการเลือกจากข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล"

          ดังนั้นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญประสงค์ให้ ก.ต. มาจากข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมในชั้นศาลนั้นๆอย่างแท้จริง ไม่ใช่มาจากการดำรงตำแหน่งในชั้นศาลนั้น เช่น ผู้พิพากษาศาลฎีกา มาดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หากประสงค์จะรับเลือกเป็น ก.ต. ก็ชอบที่จะลงรับเลือกตั้งเป็น ก.ต. ในชั้นศาลฎีกา ไม่ใช่ศาลชั้นต้น เนื่องจากข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมในชั้นศาลใดย่อมจะมีความใกล้ชิดและรับทราบปัญหาในแต่ละชั้นศาลของตนเองมากกว่าในชั้นศาลอื่น และเมื่อมีการประชุม ก.ต. ก็ย่อมสามารถจะนำข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้านมาให้ที่ประชุมพิจารณาได้อย่างเป็นธรรมยิ่งกว่า แต่ปรากฏว่านับแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน กลับมิได้เป็นเช่นนั้นโดยมีการเลือกตั้ง ก.ต. ข้ามชั้นศาล ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550

          ส่วนรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 196 ยังคงบัญญัติให้คงหลักการเดิมเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 โดยให้มี ก.ต. ในแต่ละชั้นศาลแต่ตาม ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการฯ กลับบัญญัติถึงคุณสมบัติของ ก.ต. ว่าให้เลือกจากข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมที่ดำรงตำแหน่งในศาลชั้น โดยมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯฉบับปัจจุบัน ทำให้ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมสามารถแสดงความประสงค์เข้ารับการเลือกตั้งข้ามชั้นศาลของตนเองได้เช่นเดิม และย่อมมีผลให้ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมที่ได้รับการเลือกตั้งในแต่ละชั้นศาล ไม่ใช่ตัวแทนของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมในชั้นศาลนั้นอย่างแท้จริง ดังนั้นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ อันเป็นการไม่ชอบ

          2.ประเด็นจำนวนหรือสัดส่วนของ ก.ต. ปัจจุบันอัตรากำลังผู้พิพากษาศาลฎีกามีประมาณ 150 คน ศาลชั้นอุทธรณ์มีประมาณ 750 คน ศาลชั้นต้นมีประมาณ 3,400 คน (ไม่รวมตำแหน่งอธิบดีฯ รองอธิบดีฯ เนื่องจากไม่ใช่ศาลชั้นต้นแท้จริง และไม่รวมผู้ช่วยผู้พิพากษา เนื่องจากไม่มีสิทธิเลือก ก.ต.) หรือเทียบสัดส่วนอัตรากำลัง 150: 750: 3,400 แต่การกำหนดสัดส่วน ก.ต. ของศาลฎีกา ศาลชั้นอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น ตามร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกลับมีสัดส่วน 6: 4: 2 ตามลำดับ ทั้งนี้ การกำหนดสัดส่วน ก.ต. ในแต่ละชั้นศาลให้เหมาะสมและเป็นธรรมจึงควรเป็น 2: 4: 6 และเพื่อมิให้เป็นการลักลั่นกับจำนวนหรือสัดส่วนของ ก.บ.ศ. ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารของศาลยุติธรรมอีกชุดหนึ่งที่กำหนดสัดส่วนหรือจำนวนในแต่ละชั้นศาลไว้ในปัจจุบันเป็น 4: 4: 4 ดังนั้น ก.ต. ก็สมควรจะมีสัดส่วน 4: 4: 4 เช่นกัน โดย ก.ต. ในศาลชั้นต้นสมควรจะมีอย่างน้อย 4 คน จึงจะเป็นธรรมต่อข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมในศาลชั้นต้น

          3.ประเด็นการใช้สิทธิเลือกตั้ง ก.ต. ตามร่าง พ.ร.บ.มาตรา 36 (2) บัญญัติให้ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมในแต่ละชั้นศาลเป็นผู้เลือก ก.ต. ในชั้นศาลของตนเองนั้น เห็นว่าการที่ ก.ต. ในแต่ละชั้นศาลมีอำนาจให้คุณและให้โทษแก่ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมในทุกชั้นศาล รวมทั้งศาลชั้นต้น แต่ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมใน ศาลชั้นต้นกลับไม่มีสิทธิเลือก ก.ต. ในศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกาได้ย่อมยังผลทำให้ ก.ต. ในศาลฎีกาและศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ให้ความสำคัญต่อข้อมูลและความคิดเห็นของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมในศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นบุคลากรส่วนใหญ่ของศาลยุติธรรม ดังนั้นจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ให้ ก.ต. ในแต่ละชั้นศาล มาจากการรับเลือกของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมในทุกชั้นศาล

          " กรณีจึงเห็นสมควรเสนอแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของ ก.ต. ในแต่ละชั้นศาล ตามร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยตัดข้อความตาม มาตรา 36 (2) (ก)(ข)(ค) ออกทั้งหมด และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน (2) กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสิบสองคน ซึ่งข้าราชการตุลาการ ในทุกชั้นศาล เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาเป็นผู้เลือกจากข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล ชั้นศาลละ 4 คน สำหรับศาลชั้นต้น ให้เลือกจากข้าราชการตุลาการในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาล "

          นอกจากนี้ คณะผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ยังเรียกร้องขอให้มีการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการ ด้วยการจัดให้มีการประชุมผู้พิพากษาทั้งประเทศ จะได้รับฟังความคิดเห็นรอบด้านจากผู้พิพากษาทุกระดับชั้นเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของ ก.ต. ในรูปแบบต่างๆ เพื่อความรอบคอบอันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารองค์กรศาลยุติธรรมอย่างแท้จริงต่อไปด้วย.