
'อภิสิทธิ์'ยันการเมืองไทยมีเสถียรภาพ
นายกฯ"อภิสิทธิ์"กล่าวสุนทรพจน์ เผย ผลงาน 9 เดือนคือการให้การศึกษาฟรี 15 ปี ระบุ การเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นก็เป็นประชาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา
(23ก.ย.) เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล( www.thaigov.go.th <http://www.thaigov.go.th/>) รายงานว่า วันนี้ ( 22 ก.ย.) เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นที่สหรัฐอเมริกา) ณ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “Post-Crisis Thailand : Building a New Democratic Society” สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
นายกรัฐมนตรี ตนมีความยินดีที่ได้มากล่าวสุนทรพจน์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เช่นมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่ซึ่งมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาศึกษาถึง 3 คน รวมทั้งประธานาธิบดีบารัค โอบามา รวมทั้งผู้พิพากษาสูงสุด 9 คน และผู้ได้รับรางวัลโนเบล 39 คน ต่างจบการศึกษาจากที่นี่ ยากที่จะมีใครลบล้างเกียรติประวัตินี้ได้ นายกรัฐมนตรีรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ท่ามกลางศูนย์กลางทางการ ศึกษาและการวิจัยที่สำคัญของโลก ท่ามกลางบรรยากาศของการเรียนรู้ แม้ว่า นายกรัฐมนตรีจะได้รับการศึกษาเล่าเรียนจากสหราชอาณาจักร แต่ไม่ได้หมายความว่า นายกรัฐมนตรีจะละเลยความสนใจต่อสหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรีมีความเชื่อมโยงผ่านความชื่นชอบในดนตรีประเภท hard rock ของสหรัฐฯ นอกห้องเรียน ปัจจุบันมีนักเรียนไทยกว่า 9,000 คนที่กำลังศึกษาในสหรัฐฯ โดยนักเรียนจำนวน 57 คนจากทั้งหมดศึกษาอยู่ที่นี่ สหรัฐอเมริกาได้ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณภาพที่เป็นผู้นำทั้งในภาครัฐ และเอกชนของไทย รวมทั้งในคณะรัฐมนตรีชุดนี้และคณะผู้แทนทางการไทยในคณะนี้ด้วย
โดยในวันนี้ นายกรัฐมนตรีได้เลือกที่จะกล่าวในห้วข้อที่มาจากใจ นั่นคือ “Post Crisis Thailand : Building a new democratic society” ประเทศไทยนั้นได้เผชิญกับ 2 วิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมกัน จากภายในประเทศของเราเองและจากภายนอกประเทศ วิกฤตเศรษฐกิจโลกได้โจมตีประเทศ ไทยเช่นเดียวกับในอีกหลายประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้ววิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจาก โลกาภิวัตน์ และกระทบไปยังทั่วโลก เริ่มต้นจากระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯและส่งผลทวีคูณไปทั่ว โลก วิกฤตที่สองที่เราเผชิญ ก่อตัวขึ้นในประเทศของเราเอง นั่นคือ วิกฤตทางการเมือง ที่ถูกพาดหัวข่าวในหลายประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ และในช่วง 9 เดือนที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศ เราได้รับความเชื่อมั่นจากมิตรประเทศมากขึ้น และที่นายกรัฐมนตรีมายืนอยู่ที่นี่ได้ ก็เป็นการพิสูจน์ว่าสถานการณ์ในประเทศดีพอและไม่มีอะไรที่น่าห่วงกังวล
ในระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้ได้พิสูจน์ให้ประชาชนชาวไทยเห็นว่า รัฐบาลชุดนี้ เป็นตัวแทนของคนทุกสี แม้กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลและเรียกร้องด้วยการเดินขบวนบนถนน รัฐบาลชุดนี้ยังคงเคารพสิทธิของการชุมนุมและสิทธิเสรีภาพในการเรียกร้อง ในฐานะรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจะทำให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่า การเคารพสิทธิดังกล่าวจะต้องดำเนินการภายใต้สันติสุขและมีความรับผิดชอบต่อ หลักนิติรัฐและต้องไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น ในวันนี้ นายกรัฐมนตรีประสงค์ที่จะเปิดเผยมุมมองภาพรวมของประเทศไทยช่วงหลังวิกฤต Post-Crisis Thailand ปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีแนวโน้มที่เริ่มดีขึ้น มีสัญญาณอย่างน้อย 3 ประการที่แสดงว่า เศรษฐกิจและสหรัฐฯ รวมทั้งในประเทศไทยผ่านจุดต่ำสุด ความมั่นใจเริ่มกลับคืนมาและรัฐบาลต้องเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการกลับคืนสู่ ภาวะปกติ เพื่อปรับรูปแบบทิศทางของสังคมโดยรวมเพื่อรับกับรูปแบบในอนาคต
เช่น เดียวกับหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยอยากที่จะมีประชาธิปไตยที่นำเราไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เราตระหนักดีว่า การไปสู่ประชาธิปไตยที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นยากและใช้เวลา ยาวนาน มีอุปสรรคจนแทบมองไม่เห็นจุดจบ ประเทศไทยเองผ่านประสบการณ์ทางประชาธิปไตย ตั้งแต่ในปี 2475 ที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบบ รัฐสภาอย่างเป็นทางการ ที่ผ่านมา ประเทศไทยมี 18 รัฐธรรมนูญ และมีการปฏิวัติรัฐประหารถึง 24 ครั้ง และเรามีถึง 4 รัฐบาล ในระยะเวลา 2 ปี แต่กระนั้นก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นประชาธิปไตยของไทยได้หายไป ในทางตรงกันข้าม ประชาธิปไตยกลับทำงานอย่างมีชีวิตชีวา เมื่อครั้งที่ท่านรัฐมนตรีคลินตันได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมาได้กล่าวว่า การเมืองไทยเผ็ดร้อนเช่นเดียวกับอาหารไทย
นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบประชาธิปไตยที่จำเป็น ว่า ต้องเป็นประชาธิปไตย บนพื้นฐานนิติรัฐ ความรับผิดชอบ และสามารถตรวจสอบได้ เป็นประชาธิปไตยที่เสียงของประชาชน เป็นเสียงสำคัญในทุกกระบวนการตัดสินใจ ไม่ใช่เฉพาะช่วงเลือกตั้ง นอกจากนี้ ต้องเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เพียงแต่เคารพต่อเสียงส่วนใหญ่ แต่เสียงส่วนน้อยจะต้องมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น การที่จะได้ซึ่งประชาธิปไตยเช่นนั้น คือสิ่งท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ในฐานะผู้มีความเชื่อในระบอบ
ประชาธิปไตยอย่างเสรี ในฐานะนักศึกษาเศรษฐศาสตร์และการเมือง จะเสนอแนวความคิดว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะสร้างประเทศไทยสู่สังคมประชาธิปไตยใหม่ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการกล่าวสุนทรพจน์ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ต่อจากศาสตราจารย์ Stiglitz ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงในประเทศไทย ซึ่งในโอกาสนั้น นายกรัฐมนตรีร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงหลักการของการนำพาประเทศไทยไปข้างหน้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างสังคมประชาธิปไตยแบบใหม่ และสามารถปรับใช้ได้ดีกับหลายประเทศที่นิยมประชาธิปไตย ประการแรก สังคมประชาธิปไตยใหม่ ต้องอยู่บนพื้นฐานประชาชน และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่มีรัฐบาลไหนในปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม หากไม่ปกครองตามความต้องการของประชาชน ในประเทศไทย อาจได้ยินเกี่ยวกับการแตกแยกทางการเมืองตามสีต่างๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงความชัดเจน นับตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร ไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการมากว่า 9 เดือน
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก คือโครงการ ต้นกล้า อาชีพ เพื่อฝึกอบรมด้านทักษะแรงงาน แก่ผู้ว่างงานจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยร้อยละ 70 ของผู้เข้าร่วมโครงการ 200,000 คน สมารถหางานได้ และยังมีโครงการเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ เพื่อช่วยดูแลสภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุประการที่สอง สังคมประชาธิปไตยใหม่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง จะต้องให้ความสำคัญกับความสมานฉันท์ การแตกแยกทางการเมือง ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ถ้าปราศจากความสมานฉันท์ การดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชน ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ หากการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การพัฒนาก็ไม่บรรลุผล แต่การสมานฉันท์ไม่ได้หมายถึงการเบี่ยงเบนกฎหมาย ตรงกันข้าม การบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นธรรมและมีประสิทธิผล จึงจะมีความยุติธรรมและทางออกของการแก้ปัญหาทางการเมือง
เมื่อกล่าวถึงความสมานฉันท์ในประเทศไทย นั้นหมายถึงความสมานฉันท์ในหลายระดับ ความสมานฉันท์ของความแตกต่างระหว่างประชาชนทุกสี ความสมานฉันท์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือแม้แต่ความสมานฉันท์และสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เกี่ยว กับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลได้พยายามอย่างที่สุด เพื่อนำสถานการณ์สู่ภาวะปกติ เพื่อความมั่งคั่งและพัฒนาในระยะยาว พร้อมๆไปกับการดำเนินนโยบายด้านการศึกษา สังคม และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รัฐบาลได้เริ่มชนะใจประชาชนในพื้นที่แล้ว ส่วนด้านชายแดนตะวันออก ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา นั้น สถานการณ์เป็นเพียงเล็กน้อยในภาพรวมของความสัมพันธ์ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะไม่ใช้อารมณ์ และจะไม่ปล่อยให้ประเด็นนี้ประเด็นเดียวบดบังในเรื่องอื่น ความสมานฉันท์ เกิดได้ต่อเมื่อ มีความเข้าใจความท้าทายที่เผชิญอยู่ในทุกด้าน จุดแข็งและจุดอ่อน และข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงการพูดคุยและหารือด้วยความจริงใจ
นายกรัฐมนตรีได้แสดงความ ชื่นชมการดำเนินนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีการเน้นย้ำ หลักการ 3 ประการ คือ การป้องกัน การพัฒนา และการทูต โดยปัจจัยสำคัญของการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ คือ การสร้างความปรองดองและการยอมรับในระดับสากล สาม สังคมประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง กว่า 9 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ริเริ่มแผนการกระตุ้น เศรษฐกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ เพราะการลงทุนในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนใน ตลาดที่มีพลเมืองแค่ 64 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการลงทุนในฐานการส่งออกสู่ภูมิภาค
อาเซียนที่กำลังจะกลายเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ซึ่งมีประชากรประมาณ 600 ล้านคน ระบบเปิดไม่ใช่แค่เพียงรูปแบบทางเศรษฐกิจ แต่ยังหมายถึงทัศนคติและวิถีการดำเนินชีวิตคนไทยเป็นที่รู้จักกันดีในความใจ กว้าง โดยได้เปิดรับชาวต่างชาติให้เข้ามาสู่สังคมไทยทั้งในฐานะ ผู้ค้าขาย ที่ปรึกษา นักเผยแผ่ศาสนา ฯลฯ กว่าหลายร้อยปีที่ผ่านมา สี่ การสนับสนุนการบริหารจัดการที่โปร่งใส การบริหารจัดการที่โปร่งใสเป็นปัจจัยสำคัญ ของระบอบประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศ
“ สถานการณ์ทางการเมืองที่เรากำลังเผชิญอยู่ แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจากการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส ขาดการตรวจสอบ รัฐบาลที่ได้รับ การเลือกตั้มาจากประชาชนมักอ้างความนิยมที่ได้รับและอาศัยฐานอำนาจนั้นในการ หา ผลประโยชน์สู่ตนเอง ทั้งที่จริงแล้วประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังหมายถึง ความโปร่งใสในการบริหาร ”
ห้า การสนับสนุนความร่วมมือในระดับภูมิภาค กลุ่มอาเซียนกำลังเติบโตสู่ความเป็นประชาคม โดยได้มีการสร้างความตกลงทางการค้าต่อประเทศต่างๆ เช่น จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลี อินเดีย และ ญี่ปุ่น โดยอาเซียนจะเป็นพลังขับเคลื่อนพลังแรงงาน ที่สำคัญของโลก และยังอยู่ใกล้ กับ 2 ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก คือ จีน อินเดีย ทำให้ได้รับการขยาย โอกาสทางการค้าและการลงทุนเป็นอย่างดี สิ่งสำคัญที่ยิ่งไปกว่าผลประโยชนการ บูรณาการในระดับภูมิภาค คือ การสร้างการพัฒนาการเมืองในระดับภูมิภาค ซึ่งจะต้องทำให้ประชาชนในระดับรากหญ้าได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมือง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางการเมือง ที่สำคัญ ความร่วมมือในระดับภูมิภาคจะสร้างการทำงานเป็นทีมซึ่งทุกภาคส่วนได้มีส่วน ร่วม
หก แนวนโยบายทางเศรษฐกิจ แนวนโยบายทางเศรษฐกิจจะต้องช่วยแก้ปัญหาและลดช่องว่างรายได้ของประชาชนใน ประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลได้ตระหนักในความสำคัญของปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยแนวปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง คือ การดำรงชีวิตตามทางสายกลาง ประเทศไทยได้เรียนรู้จากวิกฤติครั้งที่ ผ่านมาว่า ประเทศที่มีเศรษฐกิจระบบเปิดขนาดเล็กอย่างไทยไม่สามารถพึ่งพาแต่การส่งออก ได้ เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องสร้างความสมดุลระหว่างการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งรัฐบาลได้มีแผน กระตุ้นเศรษฐกิจระลอก 2 เพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ในช่วง 3 ปีต่อจากนี้ เราจะต้องสร้าง การลงทุนขนาดใหญ่ในระยะยาว ทั้งจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งสนับสนุนโดย ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้ง ความร่วมมือระหว่าง 2 ฝ่าย เรายังจะได้ขยายการสนับสนุนเศรษฐกิจ ในเชิงสร้างสรรค์ผ่านนวัตกรรมต่างๆ ของชาวไทย จาก 10 % ไปสู่ 20 % นอกจากนี้ ได้สนับสนุน การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียนแบบคาร์บอนต่ำ
เจ็ด นวัตกรรมและวิสัยทัศน์ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงนวัตกรรมและการมีวิสัยทัศน์ว่าเป็นสิ่งซึ่งจำเป็นในการ บริหารประเทศ โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ในการดำเนินนโยบาย ซึ่งประเทศต่างๆ ที่จะมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่างต้องการวิสัยทัศน์ในการบริหารปกครอง ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะต้องรับมือกับความท้าทายประจำวัน แต่ยังต้องคาดการณ์ล่วงหน้าได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ถึง 5-10 ปีข้างหน้า วิสัยทัศน์ของประชาชนในชาติจะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า
ในตอนท้าย สิ่งสำคัญของการสร้างประชาธิปไตย คือ การศึกษา โดยสิ่งที่รัฐบาลมีความภาคภูมิใจมากที่สุดในการดำเนินนโยบายในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา คือ นโยบายการให้การศึกษาฟรี 15 ปี การศึกษาจะเป็นสิ่งที่สร้างโอกาสและความเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวว่า ประชาธิปไตยต้องได้รับการเรียนรู้เพื่อสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยต้องให้ ความสำคัญกับการสร้างความปรองดองในความแตกต่างในสังคม การสร้างทัศนคติแบบเปิด และการบริหารจัดการที่โปร่งใส รวมทั้ง ความร่วมมือในระดับภูมิภาค และการนำแนว นโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์มาบริหารจัดการอย่างมีวิสัยทัศน์



