ข่าว

'อภิสิทธิ์'โวศก.ไทยเริ่มมีสัญญาณบวก

'อภิสิทธิ์'โวศก.ไทยเริ่มมีสัญญาณบวก

23 ก.ย. 2552

นายกฯ"อภิสิทธิ์ " โวเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณเป็นบวก หวังดึงนักลงทุนสหรัฐฯเข้ามาลงทุนในไทย

(23ก.ย.) เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล (www.thaigov.go.th) รายงานว่า วันที่ 22 ก.ย. เวลา 12.30 น  (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา) ณ โรงแรม St.Regis  นครนิวยอร์ก  ประเทศสหรัฐอเมริกา นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ได้เข้าร่วมกิจกรรม Luncheon Roundtable  กับผู้บริหารกลุ่มบริษัทผู้ลงทุนของสหรัฐอเมริกาที่เป็นผู้ลงทุนหลักในประเทศ ไทย  โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับนักลงทุนสหรัฐอเมริกา  สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้  

 นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้มีโอกาสพบปะกับนักลงทุนสหรัฐ ฯ ซึ่งต้องขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI)  ที่กรุณาจัดงานนี้ การเดินทางเยือนนครนิวยอร์กในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี รู้สึกประทับใจเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ ที่หลากหลายและสามารถกลับมาฟื้นตัว โดยส่วนตัวแล้ว ไม่สงสัยเลยว่า เศรษฐกิจอเมริกาหลุดพ้นจากจุดต่ำสุดจากพายุเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ ผ่านมาแล้ว 

 นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นวันนี้  คือ สถานการณ์ประเทศไทยและเหตุผล ความเชื่อมั่นในการจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย  รวมทั้งนโยบายและแนวทางรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเตรียมความพร้อมประเทศไทย ที่จะต้องหลุดพ้นจากวิกฤตโลกอย่างแข็งแรงและมั่นคงยิ่งขึ้น  ประการที่ 2 ซึ่ง สำคัญยิ่งกว่า  คือ  การรับฟังความคิดเห็นของลูกค้ารายใหญ่  เกี่ยวกับแผนการลงทุนและอะไรที่รัฐบาลไทยจะสามารถช่วยเหลือบริษัทอเมริกัน ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

 รัฐบาลเข้ามาบริหารเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยได้รับสืบทอดทั้งสภาวะเศรษฐกิจถดถอย และสถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อน ถือเป็นความท้าทายคู่  (Twin Challenges) อย่างไรก็ตาม ความท้าทายนั้น ก็ไม่สามารถขัดขวางหรือทำให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปจากความตั้งใจได้

 ประการ แรก  คือ รัฐบาลดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเร่งด่วน  โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยคนที่อ่อนแอ  และมาตรการต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่า ประชาชนคนไทยจะได้รับประโยชน์มากที่สุด และการเป็นประธานพิธีเปิดโครงการ  “ประเทศไทย การลงทุนเพื่อไทยเข้มแข็ง ปี 2012” จัดโดยกระทรวงการคลัง สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2  ถือเป็นการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์สำหรับประเทศไทย เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก ด้วยงบประมาณกว่า 45 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ  ถือเป็นสัดส่วนร้อยละ 16 ของจีดีพี ตลอด 3  ปีโดยเป็นการระดมทุนจากแหล่งทุนภายในประเทศ  เพื่อลงทุนในสาขาต่างๆ ทั้ง เกษตรกรรม  คมนาคม สาธารณสุขและการศึกษา  ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างงานได้กว่า 1.5 ล้านตำแหน่งตลอดระยะเวลา3 ปี  ไม่เพียงกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ  แต่ยังส่งผลต่อการขยายการลงทุนของภาคเอกชนด้วย  โดยมีการดำเนินโครงการต่างๆ ไปแล้วกว่า 9 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ   ด้านการคมนาคมรวมทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน สายสีม่วง ระบบขนส่งมวลชน  การซ่อมบำรุงรถราง และ ถนนปลอดฝุ่น  รวมทั้ง การดูแลพื้นผิวจราจร

 มาตรการต่างๆ จะมุ่งตรงไปยังรากฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง คือ การขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน  สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการคือ การลงทุนในด้านคมนาคมและการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนและชุมชนสามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงตลาดได้ดียิ่งขึ้น รัฐบาลยังได้มีการลงทุนสำคัญในด้านอื่นๆ อาทิ พลังงานทางเลือก  การพัฒนาการศึกษาและสาธารณสุขในพื้นที่ชนบท รวมทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคบริการ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

 นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยว่า เป็นเรื่องปกติที่สังคมประชาธิปไตย จะมีความเห็นแตกต่าง และประเทศไทยก็กลับเข้าสู่แนวทางที่ถูกต้องและกำลังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการความขัดแย้งและความเห็นต่างทางความคิด  และเป็นที่ยอมรับและเข้าใจกันดีว่า ธรรมชาติของสังคมมนุษย์นั้น ที่มีความหลากหลาย  ประชาธิปไตยจึงเป็นกระบวนการของการปฏิรูป  ซึ่งอาจจะต้องผ่านความยากลำบากซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย  ประเทศไทยยังยืนยันที่จะสร้างระบบที่เข้มแข็งภายใต้นิติรัฐ

 นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า  ขณะนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวเริ่มเห็นผล  โดยเห็นได้จากเศรษฐกิจไทยที่มีการเติบโตรายไตรมาสถึงร้อยละ 12  จากไตรมาสที่ 1  ถึงไตรมาสที่ 2 ฉุดให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากสภาวะถดถอย ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รายงานว่า  มีสัญญาณในเชิงบวก  อาทิ อัตราว่างงานที่ลดลง  และการเพิ่มสูงของสัญญาณต่างๆ ทั้ง ปริมาณสินค้าส่งออก  การใช้สาธารณูปโภค  การนำเข้าวัตถุดิบและส่วนประกอบ  รวมทั้ง การลงทุนจากภาคเอกชนและนักลงทุนต่างประเทศ

 ดัชนีความ เชื่อมั่นผู้บริโภค  แสดงให้เห็นการพัฒนาการที่ดีขึ้นตลอดระยะเวลา 3  เดือนต่อเนื่องมา  ดังนั้นเชื่อว่าจีดีพีของไทยจะปรับตัวเติบโตขึ้นภายในไตรมาสที่ 4    ส่งผลให้จีดีพีตลอดปีติบลบเพียงร้อยละ 3-3.5  เช่นเดียวกับประเทศอาเซียน  เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะขาขึ้น  แข็งแกร่งและพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015 ในโอกาสเดียวกันนี้

 นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึง ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและสหรัฐ ฯ ที่มีมายาวนานกว่า 175 ปี  ซึ่งนักลงทุนสหรัฐ ฯ เองก็เป็นกลุ่มนักลงทุนรุ่นแรกๆ ที่เข้ามาเปิดตลาดการค้าไทย  และมีส่วนสำคัญในการเปิดกว้างภาคอุตสาหกรรมของไทย  เหตุผลที่ชักจูงการลงทุนของสหรัฐ ฯ ยังคงเป็นเช่นเดิม คือ ประเทศไทย ยังเป็น “มิตรของอเมริกา” เพราะเป็นดินแดนแห่งการค้าที่เป็นธรรมและเสรี  เปิดกว้างและโปร่งใส  ขณะที่ทั้งไทยและสหรัฐ ฯ ต่างก็เพิ่งหลุดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก  แต่เชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองมีอนาคตที่สดใส ทั้งนี้ การบินไทยยังได้เพิ่มเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ และนครลอสแองเจลิส เป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์  ได้จะเริ่มดำเนินการภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2552 นี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย ภายใต้ราคาเดียวกัน  และส่วนลดสำหรับเด็ก ซึ่งจะเริ่มในเดือนธันวาคมนี้เช่นกัน

 ในตอนท้าย  นายกรัฐมนตรีได้กล่าวยืนยันความตั้งใจของรัฐบาลในการดำเนินทุกมาตรการเพื่อ ให้แน่ใจว่านักธุรกิจต่างประเทศสามารถดำเนินกิจการในประเทศไทยได้ด้วยด้วย สะดวกและเรียบง่าย  ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็พร้อมรับฟังข้อห่วงใยต่างๆ ทั้งในแง่ศุลกากร  การจดทะเบียน การขออนุญาตทำงาน นั้น ซึ่งจะสามารถใช้บริการ “One Stop One Start Service” ภายใต้ สำนักนายกรัฐมนตรี  ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้จัดลำดับ ความสะดวกในการทำธุรกิจ ซึ่งไทยอยู่ในลำดับที่ 12  ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน  ซึ่งไทยเองก็หวังจะพัฒนาไปสู่ประเทศอันดับหนึ่งในอนาคต