ข่าว

เศรษฐกิจฐานรากทรุด ป่วนรายได้เอสเอ็มอี

เศรษฐกิจฐานรากทรุด ป่วนรายได้เอสเอ็มอี

18 ก.ย. 2560

เศรษฐกิจฐานรากทรุด ป่วนรายได้เอสเอ็มอี

 

นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่อรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจเอสเอ็มอีไทยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจเพื่อสะท้อนเศรษฐกิจที่แท้จริง พบว่าแม้อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ในไตรมาสสองและช่วงครึ่งปีแรกของไทยขยายตัวแต่เมื่อเข้าไปดูตัวเลขไส้ในจะพบว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนใหญ่มาจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่โดยเฉพาะผู้ทำตลาดส่งออก เป็นหลัก

ขณะที่ กลุ่มประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งทำหน้าที่ดูดซับเงินหมุนเวียนในระบบ ทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังกลุ่มธุรกิจหลากหลายสถานการณ์ธุรกิจกลับยังไม่ดีขึ้น

“ตัวเลขส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้น ทำให้ตัวเลขจีดีพีภาพรวมของทั้งประเทศขยายตัว แต่เมื่อเข้าไปดูกลับพบว่ามีการกระจุกตัวเฉพาะรายใหญ่เพียงไม่กี่รายไม่กี่เซ็คเตอร์ของอุตสาหกรรมเงินยังไม่ถูกส่งต่อไปยังเศรษฐกิจฐานรากทั้งประชาชนและเอสเอ็มอีเท่าที่ควร"

นายณพพงศ์ ยังกล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่เศรษฐกิจฐานรากยังไม่มีเงินเข้าสู่ระบบมากนักมาจากกำลังซื้อที่ปรับตัวลดลงในหลายภาคส่วนเริ่มต้นจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งสินค้าเกษตรเป็นพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเพราะเกี่ยวเนื่องกับผู้คนจำนวนมากเมื่อสินค้าเกษตรราคาตก เงินในกระเป๋าของคนไทยจึงลดลงไปด้วย

อีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบเพิ่มกำลังซื้อเศรษฐกิจฐานราก คือ“ปัญหาแรงงานต่างด้าว”ในช่วงที่มีกระแสข่าวการบังคับใช้กฎหมายต่างด้าวอย่างเข้มข้น จนส่งผลกระทบทำให้แรงงานต่างด้าวบางส่วนเดินทางกลับประเทศ ทำให้เอสเอ็มอีขาดแคลนแรงงานเมื่อขาดแรงงานจึงมีบางส่วนหยุดเดินเครื่องการผลิต ทำให้ขาดรายได้

นอกจากนี้ การค้าขายของเอสเอ็มอียังซบเซาอย่างเห็นได้ชัด จากการการถูกแบ่งรายได้ไปยัง“ร้านค้าปลีกสมัยใหม่”และ“ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” (อีคอมเมิร์ซ) ที่มีอัตราการเติบโตการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจนดูดเม็ดเงินจากเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในรายการสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันทำให้เศรษฐกิจฐานรากขาดการหมุนเวียนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

“การเติบโตขึ้นของอีคอมเมิร์ซ โมเดิร์นเทรดล้วนเป็นรายใหญ่ที่ดูดเงินเข้าสู่ส่วนกลาง ทำให้เงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจฐานรากแทนที่จะหมุนในอดีตที่อยู่ในตลาดสด ค้าปลีกร้านค้าชุมชนอย่างในอดีต เมื่อมีการค้าสมัยใหม่ก็ตัดรอบระบบเศรษฐกิจ การค้าขายแบบดั้งเดิมมีตัวคูณน้อยลง ไม่หมุนเวียนเท่าเดิม เมื่อก่อนซื้อร้านขายของชำในหมู่บ้าน ก็หันไปซื้อค้าปลีกสมัยใหม่ที่ส่งเงินเข้าส่วนกลาง หรือซื้ออีคอมเมิร์ซ เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนในระบบรากหญ้า ข้ามไปหาคนตัวใหญ่มากขึ้น”

ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ระบุว่า ต้องการสะท้อนปัญหานี้ให้ภาครัฐเข้าใจถึงรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนไป จนส่งผลกระทบต่อเครือข่ายเอสเอ็มอี รวมถึงประชาชนรากหญ้า ภาครัฐจึงควรมองหามาตรการต่างๆ เข้ามาเยียวยา ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กให้แข่งขันได้ และสร้างเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่งต่อไปเช่น การปลุกชีวิตร้านค้าปลีกต่างประเทศ ตลาดชุมชน ตลาดส่งให้มีชีวิตให้กลับมาคึกคัดมีการบริหารจัดการทันสมัย แต่ยังคงเสน่ห์และรูปแบบการค้าขายที่ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นต่อไป โดยรวมกันเป็นเครือข่ายสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

“ร้านค้าปลีกชุมชน ตลาด การค้าแบบดั้งเดิม ต้องมีชีวิตมากกว่าเมื่อก่อน และมีการบริหารจัดการที่ทันสมัย ที่ผ่านมาการค้าสมัยใหม่เติบโตอย่างมากโดยเฉพาะต่างจังหวัดสู้ไม่ได้ ล้มหายตายจากไปมาก การคูณเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานรากก็ลดลง จึงทำให้การจับจ่ายของชุมชน เศรษฐกิจรากหญ้าเงียบๆ หงอยๆ”