ข่าว

ฝันค้างแน่ถ้าไม่ถอยคนละก้าว

ฝันค้างแน่ถ้าไม่ถอยคนละก้าว

23 ก.ย. 2552

หลังจาก นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มอบให้ วิป 3 ฝ่าย ไปตกลงกันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้มีการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็นตามข้อเสนอของ “คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ"

 โดยมีตัวแทน ส.ส.ร.ปี 40 ส.ส.ร.50 นักวิชาการ และภาคประชาชนในสัดส่วนเท่าๆ กัน แล้วก็ให้มีการทำประชามติ ข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เปิด ”เวที” ประชุมร่วมรัฐสภา ให้ ส.ส.และ ส.ว.ระดมความคิดต่อข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

 ท่าทีและอาการเช่นนี้ของ “เดอะมาร์ค” จึงถูกจับตาจากวุฒิสภาและนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามว่า ลงแบบนี้ น่าจะเป็นเกมซื้อเวลาของพรรคประชาธิปัตย์

 การดำเนินการดังกล่าว ยังถูกมองว่าถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจไป “งัดข้อ” กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนหากแก้ไขได้ลุยกันอีกครั้ง

 พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่อยากผลักมิตรเป็นศัตรู เปิดศึกรอบด้านอีก นอกเหนือจากพรรคร่วมรัฐบาลและศึกภายในพรรค

 สอดรับกับความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 40 ส.ว.ที่นำโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ที่ออกมาให้มีการตั้งกรรมการอิสระขึ้นมาหนึ่ง จากนั้นต้องมีการทำประชามติถามความเห็นของประชาชนเหมือนรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 50 ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมออกมาหนุนแนวคิดของนายกรัฐมนตรี

 “ข้ออ้าง” ของกลุ่ม 40 ส.ว.และส.ส.ร.50 คือ “การแก้รัฐธรรมนูญเป็นผลประโยชน์ของนักการเมือง" ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 122

 แนวคิดดังกล่าว “สวนทาง” กับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา หรือวิปวุฒิ ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ โดยที่วิปวุฒิเห็นว่า ไม่ควรจะต้องมี ส.ส.ร.3 แต่ควรยึดแนวทางของ คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เพราะทุกอย่างได้ตกผลึกมาแล้ว

 โดยเฉพาะมาตรา 190 ที่เป็นปัญหาสำหรับการบริหารงานของรัฐบาล ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อยกร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 ในขณะที่พรรค ”เพื่อไทย” แสดงจุดยืนชัดเจน โดยยึดแนวทางข้อเสนอคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ที่เสนอให้แก้ไขใน 6 ประเด็น

 ไม่เอาทั้ง “ส.ส.ร.3 และประชามติ” เพราะเห็นว่า กระบวนการควรจบที่สภา และจะใช้เวลาไม่นานกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งอัดพรรคประชาธิปัตย์ "ตัวการ” ซื้อเวลา ไม่มีความจริงใจ

 ล่าสุดจะมีการประชุมของวิป 3 ฝ่าย เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนจะสรุปเสนอนายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้า

 การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงกลายเป็น "เผือกร้อน” ของรัฐบาลที่ต้องหา "ทางลง" ให้สวยที่สุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลให้อยู่ได้นานที่สุด เพราะถ้าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรัฐบาลก็รังแต่จะ “เจ็บตัว”

 ในขณะที่ซีกของ “วุฒิสภา” เอง ก็มีความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย

 ด้านสภาล่าง นักการเมือง ส.ส.ร.50 พันธมิตรฯ ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งท่าทีเช่นนี้ บ่งบอกถึง "เค้าลางของความขัดแย้ง” ที่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 เป้าหมายของการ “ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ” ขึ้นมา เพื่อลดความขัดแย้งของกลุ่มคนต่างๆ ในบ้านเมือง แต่เมื่อคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ มีข้อเสนอ 6 ประเด็นขึ้นมา กลับมีกระแสต่อต้านจากบางกลุ่ม

 แม้ว่าหลายฝ่ายจะมีแนวโน้มที่เห็นด้วยกับการทำ “ประชามติ” แต่เงื่อนเวลากลับมาเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ

 เพราะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยย้ำว่าต้องยึดแนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ที่ต้องมีการแก้ไข 6 ประเด็นอย่างเร่งด่วน ภายใน 90 วันเท่านั้น

 ขณะที่หากมีการลงประชามติและนำเรื่องเข้าสู่สภาจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 5 เดือน !

 ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อความสมานฉันท์ ลดความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย อาจเป็นเพียง "ฝันค้าง" และจะเป็นปัญหาใหม่ที่ซ้อนทับลงไปอีก

 ยกเว้นว่าทุกฝ่าย ยอมถอยกันคนละก้าว เพื่อให้เกิด "ความเป็นไปได้" ร่วมกัน

ประภาศรี โสถานนท์