ข่าว

ครม.อนุมัติงบชดเชย4.9 ล้านชัยชนะครั้งที่2ของ"ยายใฮ"

ครม.อนุมัติงบชดเชย4.9 ล้านชัยชนะครั้งที่2ของ"ยายใฮ"

23 ก.ย. 2552

เมื่อปี พ.ศ.2547 ทุกคนคงจำภาพอันน่าสะเทือนใจเมื่อหญิงชราชื่อ นางใฮ ขันจันทา หรือ "ยายใฮ" ชาวบ้านโดนตาล กิ่ง อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี พาหลานเล็กๆ ถือจอบเสียมมาขุดเจาะเขื่อนดินอย่างไม่ระย่อ แม้จะถูกแจ้งความจับฐานทำลายทรัพย์สินราชการก็ตาม

สาเหตุที่ยายใฮต้องลุกขึ้นมาทำอะไรเช่นนั้น ก็เพราะน้ำจากเขื่อนดินได้เอ่อท่วมที่นาของเธอจนไม่อาจทำนาได้อีกต่อไป และแม้จะต่อสู้มาถึง 27 ปี (ณ ขณะนั้น) แต่หน่วยราชการกลับไม่ใส่ใจ และสามารถช่วยเหลืออะไรเธอได้เลย

 ยายใฮจึงลุกขึ้นมา "ทวงสิทธิ" ในผืนนาของเธอที่ถูกรุกล้ำโดยโครงการพัฒนาของรัฐที่ "ละเมิดสิทธิ" ชาวบ้านตัวเล็กๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีสิทธิมีเสียง และต้องก้มหน้ารับกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อเรื่อยมา

 แต่ยายใฮไม่ใช่คนประเภทนั้น แม้เพื่อนบ้าน และคนในหมู่บ้านจะเลิกต่อสู้เรียกร้องมาหลายสิบปีแล้ว แต่เธอกลับไม่เคยสิ้นหวังเลย

 ความมุ่งมั่นของยายใฮนี่เองที่สร้างความประทับใจให้แก่รายการทีวี และรายการเล่าข่าวทุกช่องในขณะนั้น จนข่าวยายใฮทุบเขื่อนโด่งดังเป็นพลุแตกในชั่วข้ามคืน !!!

 จนในที่สุด รัฐบาลในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ได้สั่งการให้หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 56 กองบัญชาการทหารพัฒนา นำเครื่องจักรกลหนักทำการขุดเจาะเพื่อระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าเพื่อคืนที่นาให้แก่ยายใฮ

 วันที่ 11 มิถุนายน 2547 จึงถือเป็น "ชัยชนะครั้งแรก" ของยายใฮ หลังจากต่อสู้เรียกร้องอย่างสิ้นหวังมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2520

 ยายใฮกล่าวภายหลังได้รับที่นาคืนในวันนั้นได้อย่างกินใจตอนหนึ่งว่า ขอฝากไว้เป็นบทเรียนกับหน่วยราชการที่สร้างความทุกข์ยากให้แก่ประชาชน ต้องฟังเสียงของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และเมื่อรู้ว่าได้ทำสิ่งผิดพลาดให้รีบแก้ไข

 "อย่าปล่อยให้เวลาเนิ่นนานเหมือนกรณีของยาย เพราะบางคนอาจรอความช่วยเหลือไม่ไหว"

 อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของยายใฮก็ยังไม่อาจสมบูรณ์ 100% เพราะเธอมองว่า ความอยุติธรรมที่เธอเคยได้รับมาถึง 27 ปี น่าจะได้รับ "ค่าชดเชย" จากการเสียโอกาสในที่นาของเธอเองบ้าง ไม่นับความสูญเสียทางจิตใจที่มิอาจประเมินค่าได้อีก

 แต่หลังจากนั้นการจ่ายค่าชดเชยของยายใฮจึงค่อยๆ เงียบลง และดูเหมือนจะไร้ซึ่งความหวังอีกครั้ง แต่แล้ว "ชัยชนะครั้งที่สอง" ของยายใฮก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2552 จากมติคณะรัฐมนตรี ในยุคที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุผลที่จ่ายค่าชดเชยให้ยายใฮกับพวกรวม 3 คน ถึง 4.9 ล้านบาทว่า ครม.อนุมัติให้จ่ายค่าชดเชยกรณีดังกล่าว เพราะเป็นปัญหาเรียกร้องมายาวนานตั้งแต่ปี 2520 และยายใฮได้ต่อสู้มานานร่วม 32 ปี ทั้งนี้ ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณได้มีมติ ครม. ระบายน้ำออกจากเขื่อนดังกล่าวและทุบทิ้ง พร้อมอนุมัติให้จ่ายชดเชยค่าเสียหาย ซึ่งโครงการนี้จะเป็นตัวอย่างการดำเนินนโยบายของรัฐที่ต้องรับฟังความเห็นของประชาชน เพราะยายใฮไม่เห็นด้วยกับโครงการมาตั้งแต่ต้น และมีการต่อสู้เรื่อยมาผ่านสมัชชาคนจน รัฐบาลจึงอนุมัติงบประมาณเพื่อชดเชยความเสียหาย กรณีที่รัฐได้ละเมิดสิทธิของประชาชน

 กระนั้นก็มีรายงานแจ้งว่า ก่อนจะอนุมัติงบก้อนนี้ ครม.ได้ถกเถียงกันนานกว่า 30 นาที โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเห็นว่า หากยอมให้ในกรณีนี้จะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นมาเรียกร้องเอาบ้าง เพราะฝายทั่วประเทศมีมากกว่าหมื่นฝาย

 ส่วนฝ่ายที่เห็นด้วยแย้งว่า ได้พิจารณาอย่างดีแล้วพบว่า กรณีของยายใฮและพวกไม่ได้ยินยอมให้มีการสร้างฝายมาตั้งแต่ต้น โดยได้เคลื่อนไหวคัดค้านมาตลอดจนกระทั่งรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มีมติคืนที่นาให้แก่ยายใฮ

 นอกจากนี้ ยายใฮยังเรียกร้องค่าเสียหายจากกรณีน้ำท่วมในที่นาตั้งแต่ปี 2520 ส่วนชาวบ้านคนอื่นได้เซ็นยินยอมให้รัฐสร้างฝายได้ ซึ่งหากมีการร้องเรียนหลังจากนี้ก็ต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป

 รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่สุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่นั่งหัวโต๊ะแทนนายกฯ ที่ติดภารกิจเดินทางไปสหรัฐ ได้ทุบโต๊ะตัดสินใจให้ ครม.อนุมัติจ่ายค่าชดเชยให้ยายใฮ และพวกตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอมา

 นี่จึงเป็นที่มาของชัยชนะอีกครั้งของยายใฮ และอาจช่วยจุดประกายไฟการต่อสู้ของคนรากหญ้าทั่วประเทศที่อาจตัดสินใจก้าวตามรอยของยายใฮอีกมาก

 ทว่า การตัดสินใจครั้งนี้ก็ไม่อาจมองข้ามนัยทาง "การเมือง" ไปได้เช่นกัน เพราะหลังจากสิ้น ยายเนียม พันธ์มณี ชาวบ้าน อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ผู้สร้างตำนานมอบ "แหวนหมั้นทองเหลือง" ให้นายกฯ อภิสิทธิ์แล้ว

 แต่กระแสของพรรคประชาธิปัตย์หรือแม้กระทั่งพรรคพันธมิตรอย่างภูมิใจไทยในภาคอีสานก็ยังสู้พรรคนอมินีทักษิณไม่ได้อยู่ดี

 การอนุมัติงบก้อนนี้นอกจากจะเป็นชัยชนะของยายใฮแล้ว อาจเป็นการตัดสินใจเชิงการเมืองเพื่อ "ปูฐาน" หาช่องทางที่จะ "ปักธง" ในสมรภูมิอีสานเพื่อนำมาสู่ชัยชนะของพรรคร่วมรัฐบาลในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้