
ยางไม่เหนียวพอ
หลังจากการรอคอยด้วยความระทึกใจ จำเลยในคดีกล้ายางก็ได้ฟังคำตัดสินของศาลฎีกา เป็นการกำหนดชะตากรรม อนาคตทางการเมือง เส้นทางชีวิตด้านอื่นๆ ของผู้มีส่วนร่วม เป็นผลพวงของการรับใช้ระบอบทักษิณ ในยุคการบริหารแบบซีอีโอ
ผลของการตัดสินของศาลฎีกาคือ “ยกฟ้อง” จำเลยทุกราย ทำให้ “หลุด” พ้นจากข้อกล่าวหา! ทำให้ข่าวลือต่างๆ สิ้นสุดลง เอกสารเป็นตั้งๆ เป็นบันทึกประวัติศาสตร์
การตัดสินของศาลฎีกาครั้งนี้จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองของลิ่วล้อคนหนีคุก จะถูกมองว่าเป็นความยุติธรรม น่าเชื่อถือหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแต่ละฝ่าย
นับเป็นคดีแรกสำหรับนักการเมืองในรัฐบาลซีอีโอละพ่อ ถูกฟ้องในลักษณะยกเล้าเหมาเข่ง เป็นพวงใหญ่ มีข้าราชการและนักธุรกิจในการประมูลขายกล้ายางให้ชาวสวน ซึ่งเอากล้าไปปลูกแล้ว จะมีน้ำยามากหรือไม่ ต้องรออีก 2-3 ปี
นั่นจะไม่ใช่ประเด็นว่าต้นยางมีน้ำยาหรือไม่มี แต่มีเพียงแต่ว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้กระทำความผิดในโครงการซึ่งใช้เงิน 1.44 พันล้านบาทหรือไม่ ชาวนาจะรับหรือเละเพราะเสียเวลาปลูกต้นยางไร้น้ำยา ขาดรายได้ และปราศจากผู้รับผิดชอบในที่สุด
ผลงานของ คตส. ซึ่งได้รับมอบหมายให้รวบรวมพยานหลักฐานจากแหล่งต่างๆ ใช้ความพยายามในการสืบเสาะ ขันชะเนาะให้แน่น เพื่อให้ผู้ต้องหาได้รับโทษ เมื่อผลออกมาเช่นนี้ จะว่าสำนวนอ่อนหรือหลักฐานไม่รัดกุมคงไม่ได้
ต้องบอกว่าการแก้ต่างโดยจำเลยและทนาย น่าเชื่อจนศาลรับฟังและเห็นด้วย!
เป็นช่วงเวลาแห่งความระทึกใจ ก่อนหน้านั้นจำเลยทุกคนมีความมั่นใจ เพราะทุกคนไปฟังคำพิพากษา ยกเว้นแต่ "เสี่ยอดิศัย โพธารามิก" ซึ่งไปสหรัฐเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย ถูกศาลสั่งริบเงินประกัน 1 ล้านบาท เมื่อคนอื่นหลุด ตัวเองก็หลุดตามด้วย
ศาลฎีกาใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง อ่านบรรยายคำฟ้องและคำวินิจฉัยละเอียดยิบ แกะทุกเม็ด เช็ดทุกประเด็น ไม่ให้ประชาชนเกิดความสงสัยในความเที่ยงธรรม
เมื่อคำพิพากษาออกมาแนวนี้ ย่อมสร้างสภาวะความผันแปรทางการเมือง สร้างสมการใหม่ให้รัฐบาลต้องรับไปแก้ไข และแก้เกม เมื่อเกิดความพลิกผันดังกล่าว
จากนี้ไป บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร คงต้องสุดแล้วแต่เวรกรรมแล้ว! ผู้รอดจากโทษย่อมดีใจเป็นธรรมดา มีข่าวว่านักการเมืองบางพรรคฉลองกันหลายรอบ ทั้งก่อนและหลังวันพิพากษา ช่วงเดินทางไปศาลออกอาการยิ้มย่อง หน้าตาผ่องใสผิดปกติ
เหมือนจะรู้ล่วงหน้า ตามคำร่ำลือว่า จำเลยในคดีมีโอกาสรอดจากคุก! จะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพวกจำเลยไม่ผิด ก็ต้องรับว่าไม่ผิด ไม่มีอุทธรณ์ หรือฎีกาอีกแล้ว จำเลยกลับบ้านนอนตาหลับ รอคดีอื่นๆ ที่ตัวเองเกี่ยวข้อง
ก็ยังเหลือคดีหวยบนดิน และคดีเกี่ยวโยงกับพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะมีคำร่ำลือบางอย่างก่อนวันพิพากษาหรือไม่ อีกไม่นานก็คงจะได้รับการเฉลยปัญหา
ชาวบ้านซึ่งเงี่ยหูฟังตั้งแต่ต้นจนจบ คงต้องพิจารณารายละเอียดเหตุผลของทั้ง 2 ฝ่าย ส่วน คตส. ไม่ต้องเสียใจ เสียดายเวลา เพราะถือว่าได้ทำงานเต็มที่ ท่ามกลางเสียงนินทาและการปัดแข้งปัดขาจากกลุ่มการเมือง ต้องรอผลงานในคดีที่เหลือนิ! อิอิอิ!!!



