ข่าว

"เรือเหาะ"หมดลม-ผบ.ทบ.ชี้ปลดระวางไม่ซื้อใหม่

"เรือเหาะ"หมดลม-ผบ.ทบ.ชี้ปลดระวางไม่ซื้อใหม่

15 ก.ย. 2560

ทบ.ปิดฉากเรือเหาะชายแดนใต้ "บิ๊กเจี๊ยบ"แจงหมดอายุใช้งาน ลั่นไม่ซื้อใหม่ “มีชัย” ยืนยันร่าง4กฎหมายลูกไม่ง่าย มั่นใจสิ้นเดือนธันวาคมเสร็จทันส่งสนช.

      เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการนำเสนอประเด็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรือเหาะที่ประจำการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ยังไม่ทราบ ส่วนการใช้งานนั้นตัวเรือเหาะซึ่งเป็นบอลลูนครบอายุการใช้งานแล้วเพราะเป็นผืนผ้าหมดอายุการใช้งาน แต่กล้องตรวจการณ์ยังใช้งานได้ ดังนั้นจะต้องมีการปรับรูปแบบการใช้งาน อาจจะนำไปติดอากาศยานซึ่งทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กำลังดำเนินการอยู่ แต่ตัวบอลลูนหมดอายุการใช้งาน การจะให้คนขึ้นไปอยู่บนนั้นเสี่ยงอันตราย ดังนั้นจึงให้ระงับการใช้งานไว้ก่อน ซึ่งอาจจะต้องปรับรูปแบบการใช้งานเพราะตัวที่มีราคาแพงและใช้ประโยชน์ได้คือกล้อง ยืนยันว่าจะไม่ซื้อตัวบอลลูนใหม่ แต่ดูแลส่วนประกอบที่เป็นกล้องมาปรับรูปแบบการใช้งานเพราะมีราคาแพง และถือเป็นหัวใจของกระบวนการในการค้นหา นำไปประยุกต์ใช้กับอากาศยาน ซึ่งขณะนี้กำลังทดลองทำอยู่

     เมื่อถามว่า แบบนี้ถือว่าปิดฉากการใช้เรือเหาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช่หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า “ใช่ครับ แต่ส่วนประกอบอื่นก็สามารถนำไปใช้กับอากาศยานได้ ส่วนรถลากเรือเหาะที่มีข่าวว่าจะมีการนำไปประมูลขายทอดตลาดนั้น อยู่ในขั้นตอนที่ของกรมการขนส่งทหารบกเป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป เพราะทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานก็จะเกิดความเสียหาย” 

     เมื่อถามว่าจะเรียกว่า “เรือเหี่ยว” ได้หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า “ที่ผ่านมาก็ใช้ได้นะ สมัยที่ผมลงไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี 2554 เรือเหาะตรวจการณ์ก็สามารถใช้งานได้อยู่”

     ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะอดีตผู้บัญชาการทหารบก กล่าวชี้แจงถึงกรณีเรือเหาะตรวจการณ์ที่จัดซื้อเมื่อปี 2552 เพื่อใช้งานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า  ไม่ทราบ เพราะออกจากกองทัพบกมา 7 ปีแล้ว ขอให้ไปถาม ผบ.ทบ

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ทบ.ซื้อเรือเหาะและระบบตรวจการณ์มาในราคา 350 ล้านบาท โดยเข้าประจำการเมื่อปี 2552 แต่ต่อมาเกิดปัญหารั่ว และต้องเติมก๊าซฮีเลียมที่มีราคาแพงจนต้องจอดเก็บในโรงจอดที่กองพลทหารราบที่ 15 (พล.ร.15) อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จนในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ.ได้จ้างบริษัทมาดูแลรักษาปีละ 50 ล้านบาท และได้นำออกมาบินตรวจการณ์บ้าง แต่ถูกวิจารณ์ว่าบินต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด จนที่สุดก็ต้องจอดเก็บไว้จนหมดอายุ

"เรือเหาะ"หมดลม-ผบ.ทบ.ชี้ปลดระวางไม่ซื้อใหม่

“บิ๊กเจี๊ยบ”ย้ำปูเปลี่ยนรถมีนบุรี

      พล.อ.เฉลิมชัย  กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีออกนอกประเทศไปทางด่าน จ.สระแก้ว ว่า จากข้อมูลที่ทราบรถต้องสงสัยคาดว่านำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปทาง อ.อรัญประเทศ ได้สั่งการให้กองกำลังบูรพาติดตามเรื่องนี้ คือ 1.ตรวจสอบกล้องวงจรปิดซีซีทีวีทุกพื้นที่ตามชายแดน และ 2.ติดตามหาข้อมูลด้านการข่าว ซึ่งปัจจุบันไม่มีข้อมูลยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศไปทางใด เพียงแต่ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพได้เพียงรถต้องสงสัยอยู่บริเวณใด ซึ่งยังไม่มีพยานยืนยันว่าออกไปจุดไหน

     ส่วนการออกมาให้ข้อมูลทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คิดว่าข้อมูลตรงกันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจากกรุงเทพฯ ไปเปลี่ยนรถเขตมีนบุรี เพื่อไปชายแดน แต่จุดที่ไปทางไหน ข้อมูลยังไม่ชัดเจน เพราะรถต้องสงสัยคันดังกล่าวไม่ได้ผ่านด่าน และเดินทางหลังเวลา 22.00 น. เป็นเวลาด่านปิด ขณะเดียวกันยังได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกจุดแล้วพบว่าไม่มีรถข้ามด่านไป เพียงแต่ทั้ง 2 ท่านยังไม่ลงลึกรายละเอียดว่ารถยี่ห้อใด ออกไปเส้นทางใด เนื่องจากจะเกี่ยวพันผู้ต้องสงสัยที่ต้องนำมาสอบสวนในอนาคต ดังนั้นยืนยันให้สังคมเข้าใจว่าเราติดตามเรื่องนี้มาตลอด

เผยกล้องซีซีทีวีไม่เห็นภาพอยู่ในรถ

     เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ในรถ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า การหลบหนีของเขาเตรียมการไว้ล่วงหน้า คงไม่เดินออกมาให้กล้องวงจรปิดจับภาพได้ เมื่อไม่เห็นคน เดินขึ้นรถ หรือมองเห็นจากกระจกรถ จึงยังยืนยันไม่ได้ ต้องดูภาพจากกล้องและการข่าวมาประกอบกัน เมื่อได้ความชัดเจนอย่างไรจะออกมาเป็นรูปธรรม ส่วนกรณีข้อสังเกตว่าด่านปิดก่อน 22.00 น. แต่กล้องจับภาพได้นั้น เป็นกล้องในตัวเมือง เพื่อผ่านไปทางด่าน อ.อรัญประเทศ เวลา 22.00 น. แต่กล้องวงจรปิดที่ด่านไม่ได้ผ่าน และด่านก็ปิดอีกด้วย ซึ่งข้อมูลที่มีตอนนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาด้วยรถ และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ได้นำภาพในกล้องไปเก็บ หรือไปตัดต่อแต่อย่างใด

กต.ย้ำยังไม่ได้รับเรื่องถอนพาสปอร์ต

     ด้านนางมาฆวดี สุมิตรเหมาะ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงความคืบหน้าการติดตามตัวและเพิกถอนหนังสือเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า จากการที่มีการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศในกรณีดังกล่าว ขอชี้แจงว่าการยกเลิกหนังสือเดินทางจะเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548 ข้อ 23 เกี่ยวกับการเพิกถอนหนังสือเดินทางที่ระบุว่า พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถยกเลิกและเรียกคืนหนังสือเดินทางได้ เมื่อปรากฏภายหลังว่า (2) ผู้ถือหนังสือเดินทางเป็นบุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจออกหนังสือเดินทางให้ตาม ข้อ 21 (2) เมื่อได้รับแจ้งว่าผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งกำลังรับโทษในคดีอาญา หรืออยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว หรือเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ได้มีการออกหมายจับไว้แล้ว ซึ่งศาลหรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจเห็นว่าไม่ควรจะออกหนังสือเดินทางให้

     นางมาฆวดี กล่าวต่อว่า เมื่อกระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งเรื่องเป็นหนังสือจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ก็จะพิจารณาดำเนินการยกเลิกเมื่อเข้าเงื่อนไข ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพนักงานฝ่ายปกครองก็ได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติมาโดยตลอด ซึ่งทุกฝ่ายทราบดีว่าขั้นตอนการดำเนินการเป็นอย่างไร และกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ใช่กรณีแรก เพราะที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศก็ได้ดำเนินการในลักษณะคล้ายคลึงกันตามระเบียบ โดยไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ ยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศยังไม่ได้รับเรื่องดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าใจว่ายังอยู่ระหว่างการสืบหาข้อเท็จจริงและติดตามตัวผู้ต้องหา อีกทั้งสถานะของคดียังไม่สิ้นสุดตามกฎหมายเพราะศาลยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาซึ่งกำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้ และขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์แต่อย่างใด

"บิ๊กตู่"ฮึ่มหาตัวคนแอบอ้าง

      ที่สโมสรทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานในการรับฟังการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2561-2580 ของคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) นักศึกษาวิทยาลัยเสนาธิการทหารและนักศึกษาวิทยาลัยการทัพทั้ง 3 เหล่า ประจำปี 2560 โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า มีใครเคยแอบอ้างชื่อตนว่ารู้จักนายกฯ รู้จักเพื่อนนายกฯ หรือไม่ หากพบว่ามีใครแอบอ้างให้มากระซิบบอกได้ทันทีจะจัดการให้ ซึ่งตนรู้จักทุกคนแต่ไม่รู้จักหน้า เพราะทำงานให้คนไทยทั้ง 70 ล้านคน ย้ำว่ารับฟังทุกคน รับจนปวดหัวไปหมดเพราะบางครั้งเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงและไม่มีหลักฐาน

      "เรือเหาะ"หมดลม-ผบ.ทบ.ชี้ปลดระวางไม่ซื้อใหม่ “ผมต้องหาให้ได้พวกที่แอบอ้างว่านายกฯ ชอบทานอาหารอันนี้ค่ะ เดี๋ยวต้องจัดอาหารให้นายกฯ หน่อย ซื้อไปกินบ้าน กินเอง มีโม้กับเพื่อนในวงอาหาร ฮัลโหลนายกฯ เหรอค่ะ ผมยังไม่รู้จักเลย นี่มีถึงขนาดนี้ ไปเชื่อเขาก็ตามใจ แต่ก่อนคนรักผมเยอะ แต่หลังๆ เพื่อนฝูงรังเกียจผม เพราะผมไม่มีเวลาให้เขา มากคนก็มากเรื่อง แต่ความเป็นเพื่อน ความเป็นพี่ความเป็นน้องมันยังมีอยู่ ทุกคนพยายามจะทำในสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ผมเชื่อมั่นในคณะรัฐมนตรี และรัฐบาลของผม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ส่วนเรื่องการดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่พูดมานานแล้ว แต่ยังคงตัดไม้ทำลายป่าอยู่ ที่่ผ่านมาจับกุมทุกเดือน หลังจากนี้ขอให้ทหารและตำรวจจับหัวใหญ่ให้ได้เพราะถ้าจะตีงูต้องตีหัวให้ขาด หัวก็คือนายทุนทั้งหมด จับมาก็รกคุกเปล่าๆ ทั้งยึดของยึดเครื่องมือมาเต็มคลังหมดแล้ว แต่หัวใหญ่ยังอยู่ ต้องหาตัวมาให้ได้ รวมถึงเรื่องยาเสพติดและการทุจริตด้วย ยืนยันว่า เอาจริงและเร่งรัดไปทุกเรื่องตามกฎหมาย

‘มีชัย’โอดร่างก.ม.ลูกหืดขึ้นคอ

    ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ... ที่ใช้เวลา 149 วัน กว่าจะบังคับใช้ จะกระทบต่อโรดแม็พเลือกตั้งหรือไม่ ว่า โรดเม็พไม่ได้มีอะไรมาก 1. กรธ.ต้องทำกฎหมายลูกทั้งหมดให้เสร็จภายใน 240 วัน 2.เมื่อกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับประกาศใช้ จึงเริ่มนับหนึ่งกำหนดวันเลือกตั้ง จะเห็นว่ากรอบเวลาทำกฎหมายลูกกำหนดชัด แต่วันเริ่มนับหนึ่งกำหนดวันเลือกตั้งไม่ได้ตายตัว ตอนนี้กรธ.อยู่ระหว่างการจัดทำร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีการตั้งที่ปรึกษากรธ.เพิ่ม โดยต้องเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ จากนั้นจึงทำร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. แล้วส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต้นเดือนธันวาคม ก่อนครบกำหนด 240 วัน สัก 1-2 วัน เพื่อเป็นการเผื่อเหลือเผื่อขาด

    เมื่อถามว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นปลายปี 2561 ได้หรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า อย่าถามแบบนี้ มันจะไปผูกมัด แล้วกระทบกับคนอื่นที่ต้องทำงาน โดยมีกำหนดเวลาของตัวเอง ทุกฝ่ายต้องรู้เวลา ซึ่งก็เห็นแล้วว่าการทำกฎหมายลูกไม่ได้ง่ายเหมือนที่พูดกัน ตอนนี้ก็หืดขึ้นคอกันหมดแล้ว ส่วนพ.ร.ป.ว่าด้วยกกต.ที่ประกาศใช้ กกต.ที่มีอยู่ก็ทำหน้าที่รักษาการนั้น สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ อาจออกระเบียบที่เกี่ยวเนื่องกับ พ.ร.ป.ในเบื้องต้นได้ แต่พอสรรหากกต.ชุดใหม่เข้ามา ก็อาจคิดไม่เหมือนกันแล้วก็ปรับเปลี่ยนได้ ส่วนเจ้าหน้าที่กกต.หากติดขัดตรงไหน ก็มาขอคำแนะนำจากกรธ.ได้ หากกรธ.ยังอยู่ เช่น ผู้ตรวจการเลือกตั้ง แม้จะยังไม่มีการเลือกตั้ง ก็ควรคิดกลไกการคัดสรรไปก่อน โดยการสรรหากกต.ชุดใหม่ ภายใน 90 วัน จะไม่มีเหตุสะดุด เนื่องจากกฎหมายระบุให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้ชี้ขาด เชื่อว่ากกต.ชุดใหม่ที่เข้ามาจะไม่มีปัญหาในการจัดการเลือกตั้ง แต่อาจต้องทำงานหนักกันแบบลิ้นห้อยหน่อย

"เรือเหาะ"หมดลม-ผบ.ทบ.ชี้ปลดระวางไม่ซื้อใหม่

กกต.ห่วงปม150วันนำไปสู่โมฆะ

     วันเดียวกัน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงข่าวภายหลัง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่า นับจากวันนี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นทันที คือ กกต.จังหวัดทั้ง 14 จังหวัดจะหมดสภาพทันที ส่วน กกต.กลาง จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่ ซึ่งจะทำภารกิจเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน ส่วนอะไรที่เกินขอบเขตความจำเป็น หรือเป็นประเด็นเกี่ยวกับนโยบาย จะต้องให้ กกต.ชุดใหม่เป็นผู้ดำเนินการ ดังนั้น อะไรที่ตัดสินใจแล้วจะผูกพันกับชุดใหม่มากเกินไปก็จะพยายามหลีกเลี่ยง

    นายสมชัย กล่าวถึงประเด็นปัญหาบทบัญญัติที่กำหนดให้จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จใน 150 วัน นับตั้งแต่พ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับประกาศใช้ จะรวมระยะเวลาการประกาศผลการเลือกตั้งด้วยหรือไม่ว่า คำตอบในเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน เพราะนักกฎหมายก็ยังตีความแตกต่างกัน และที่ผ่านมา กกต.เคยสอบถามไปยังกรธ. และกฤษฎีกา แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เรื่องนี้จึงเป็นเงื่อนปมที่สำคัญ ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอีกกรณีหนึ่งได้ ถ้าหากมีผู้นำเรื่องนี้ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ และถ้าศาลชี้ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญจะต้องมีผู้รับผิดชอบทางอาญาและแพ่ง ซึ่งใครตัดสินใจคนนั้นรับผิดชอบด้วย ดังนั้น การประชุมกกต.วันที่ 19 กันยายนนี้ กกต.จะหารือถึงกรณีดังกล่าวว่าจำเป็นต้องทำหนังสือไปสอบถามศาลรัฐธรรมนูญถึงความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวหรือไม่

ไม่กังวลก.ม.ลูกค้างกระทบเลือกตั้ง

    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ระบุว่า การสรรหากกต.ชุดใหม่ หลังจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีผลบังคับใช้จะเสร็จสิ้นในวันที่ 12 ธันวาคม ว่า รัฐบาลไม่ได้คิดกรอบในเรื่องนี้ เพราะวิธีการสรรหาต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนที่ถามว่าต้องได้กกต.ที่มาจากศาลฎีกาก่อนกกต.ที่มาจากการสรรหา 5 คนหรือไม่นั้น จำรายละเอียดไม่ได้ ส่วนผู้ที่จะจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไปหากการเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วนั้น การสรรหากกต.ชุดใหม่ยังไม่เสร็จ กกต.ชุดเก่าก็ต้องดำเนินการ หากการสรรหาเสร็จก่อน กกต.ชุดใหม่ก็ต้องดำเนินการ และส่วนตัวเชื่อว่าวันเลือกตั้งกกต.ชุดใหม่น่าจะเป็นผู้กำหนด

     เมื่อถามถึงความคืบหน้าของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลได้ทูลเกล้าฯ ถวาย พ.ร.ป.ไปแล้ว 3 ฉบับ คือ พ.ร.ป.กกต.ที่ประกาศใช้ไปแล้ว พ.ร.ป.พรรคการเมือง และพ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งยังไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา ทั้งนี้ กฎหมายทุกฉบับเมื่อทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้วมีเวลา 90 วัน ซึ่งเป็นพระราชอำนาจ ส่วนกฎหมายลูกยังค้างอยู่ที่สนช. 2 ฉบับรัฐบาลกังวลว่าจะกระทบกับโรดแม็พเลือกตั้งนั้น รู้สึกเฉยๆ ไม่กังวล อย่างไรก็ตาม หากพ.ร.ป.พรรคการเมืองประกาศใช้แล้ว จะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพราะพ.ร.ป.ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการเปิดโอกาสให้ทำกิจกรรม เรื่องนั้นเป็นนโยบายของคสช.

"เรือเหาะ"หมดลม-ผบ.ทบ.ชี้ปลดระวางไม่ซื้อใหม่

สนช.ผ่านฉลุยร่างพ.ร.ป.กสม.

     ที่รัฐสภา ในการประชุม สนช. ที่มีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 เป็นประธาน ได้มีมติเอกฉันท์ 177 งดออกเสียง 5 เห็นชอบรายงานการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.. ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาฯ(กรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย)ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นประธาน ได้พิจารณาแก้ไขเพียง 1 ประเด็นจาก 6 ประเด็นที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้โต้แย้ง มาตรา 11 วรรคห้า เกี่ยวกับการทำหน้าที่คณะกรรมการสรรหา โดยในการสรรหาจะต้องให้มีผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนมีส่วนร่วมในการสรรหาด้วยอย่างน้อย 1 คน จากร่างเดิมกำหนดหากกรรมการสรรหาไม่ครบก็ให้กรรมการสรรหาเท่าที่ได้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เลย ส่วนอีก 5 ประเด็นที่เหลือไม่มีการแก้ไข โดยให้เซตซีโร่กสม.ตามร่างผ่านความเห็นชอบของ สนช.

     ส่วนประเด็นที่กสม.ได้โต้แย้งว่า สนช.ผ่านความเห็นชอบร่างพ.ร.ป.ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมี 6 ประเด็น ดังนี้ 1.มาตรา 8 ที่กำหนดรายละเอียดคุณสมบัติของกรรมการกสม.เกินกว่าที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 246 วรรคสอง 2.มาตรา 11 วรรคห้า ที่กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจไปพลางก่อนได้ ในกรณีที่พ้นกำหนดเวลาเลือกกรรมการสรรหาตาม(6) แล้ว ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งในส่วนของผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนตาม(4) ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 246 วรรคสี่ 3.การกำหนดให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่แต่ในเฉพาะกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นการจำกัดหลักการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม 4.หน้าที่และอำนาจของกสม.ในการตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามร่างมาตรา 34 ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ ตามอารัมภบทของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 247(1) 5.การกำหนดให้คณะกรรมการต้องตรวจสอบและชี้แจงหรือจัดทำรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม ทำให้คณะกรรมการขาดความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ และ 6.การกำหนดให้ประธานและกรรมการ กสม.พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ พ.ร.ป.ใช้บังคับ

ชี้ผู้ว่าฯ เพิกถอนปมห้วยเม็กได้

     ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าภายหลังสั่งการให้รองอธิบดีกรมที่ดินลงไปตรวจสอบการอนุมัติป่าชุมชนในพื้นที่โคกห้วยเม็ก ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น จำนวน 31 ไร่ ให้แก่กลุ่มทุนเอกชนว่า เรื่องของการให้ที่สาธารณะนั้น ต้องสอบถามประชาชนในพื้นที่โดยการทำประชาคม โดยมีนายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เป็นผู้เสนอมายังจังหวัดแล้วขึ้นมายังกรมที่ดิน จากนั้นถึงส่งเรื่องมาให้ความเห็นชอบเมื่อกระบวนการครบถ้วน แต่คนอนุมัติให้ใช้พื้นที่คือผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนรัฐมนตรีเป็นเพียงคนดูว่ากระบวนการถูกต้องหรือไม่ ซึ่งกระบวนการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 โดยบริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กลุ่มในเครือกระทิงแดงร้องขอจากที่ดิน ก็มีการดำเนินการตามขั้นตอนปลายปี 2558 โดยต้นปี 2559 ก็ส่งมาถึงกระทรวงแต่ยังไม่ถึงตน ซึ่งขณะนั้นกระทรวงมีข้อสงสัยจึงแจ้งกลับไปให้ชี้แจงรายละเอียดมาอีก 6 ประเด็น พอวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 มีคนร้องคัดค้าน

     “ทางนายอำเภอก็ทำประชาคมใหม่ แล้วยืนยันว่าไม่มีการคัดค้าน ขึ้นมาเที่ยวนี้ก็จบ ผมให้ความเห็นชอบที่จะให้ผู้ว่าฯ อนุมัติให้ใช้ได้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2559 จากนั้นเดือนสิงหาคม 2559 ก็มีคนมาคัดค้านอีก ซึ่งเรื่องเป็นอย่างนี้ ถามว่าจะแก้ไขอย่างไร ถ้ามีคนมาร้องก็ยกเลิกได้ ณ นาทีนี้ แต่ต้องหาข้อเท็จจริงว่าทำไมที่ทำประชาคมแล้วยังมีคนมาร้องอีก เพราะมันไม่ได้จบที่นายอำเภอ ยังมีคณะกรรมการจังหวัด ในเรื่องการคัดค้านต้องมีที่มาของหนังสือว่าร้องที่ใคร ยังไง มีการพิจารณาหรือไม่ ต้องว่ากันตามหลักฐาน ขอย้ำว่าข้อมูลคัดค้านไม่ต้องมาถึงผม ต้องจบที่คณะกรรมการข้างล่างทั้งหมด ตั้งแต่ท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด ถ้าทำไม่ครบถ้วนกระบวนความโดยตั้งใจหรือหลักฐานไม่ครบ เจอที่ใครคนนั้นก็ผิด แสดงว่าข้อมูลที่ขึ้นมาไม่ถูกต้อง ก็ยกเลิกได้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องหาว่าผิดที่ใด” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

      "เรือเหาะ"หมดลม-ผบ.ทบ.ชี้ปลดระวางไม่ซื้อใหม่ เมื่อถามว่าในช่วงระยะเวลา 15 วันในการตรวจสอบสามารถชะลอ     อะไรได้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คิดว่าให้ถามประชาชน หากคัดค้านก็ทำต่างหาก ส่วนเรื่องหาความผิดก็หาไป เรื่องยกเลิกก็ทำได้ ให้มีคนร้องคัดค้านมาว่าไม่เห็นด้วยก็จบ ยกเลิกเลยได้ เมื่อยกเลิกก็ไปสำรวจดูว่าที่บริษัทที่ใช้พื้นที่อยู่ทำผิดอะไรหรือไม่ ดัดแปลงอะไรหรือไม่ ถ้าดัดแปลงจนเกินสภาพก็ต้องแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเรื่องนี้คนที่ดูแลคือนายอำเภอกับท้องถิ่น ถ้าทั้ง 2 คน ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าไม่ให้ใช้ที่ ณ นาทีนี้ ก็ไม่ต้องไปฟังเรื่องเก่า สามารถเพิกถอนได้เลย ไม่ต้องมีคำสั่ง ส่วนที่มีชาวบ้านไปร้องคัดค้านที่จังหวัดก่อนหน้าแต่เรื่องเงียบหายไปนั้น ขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่

เตือน“พงศ์พร”ให้มารายงานตัว

     ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) เปิดเผยว่า สปน.ได้รับหนังสือคำสั่งนายกรัฐมนตรี ในการรับโอน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(ผอ.พศ.) มาเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งหนังสือดังกล่าวทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้แจ้งทั้ง สปน.และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เพื่อให้ทาง พศ.แจ้ง พ.ต.ท.พงศ์พรให้รับทราบ และมอบหมายงานในส่วนที่ยังไม่เรียบร้อยของหน่วยงานเดิม เมื่อเรียบร้อยจะมีหนังสือส่งตัว เพื่อให้มารายงานตัวที่ สปน.  คาดว่าขั้นตอนดำเนินการจะไม่ล่าช้า

     อย่างไรก็ตาม ในคำสั่งนายกฯ ไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่จะต้องมารายงานตัวที่ สปน.เมื่อใด แต่ตามปกติเมื่อหน่วยงานได้รับคำสั่งแล้วจะต้องเร่งดำเนินการ แต่หากไม่มาก็จะเป็นการขัดคำสั่ง แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะข้าราชการน้อมรับคำสั่งผู้บังคับบัญชา สำหรับภารกิจของผู้ตรวจราชการนั้นจะให้ติดตามแผนงานโครงการของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ไม่ได้มีภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนการลงพื้นที่ของผู้ตรวจราชการ เป็นไปตามวาระ โดยปีหนึ่งมี 3 ไตรมาส ไตรมาสละ 3 เดือน อาจจะลงพื้นที่ไตรมาสละครั้งก็ได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้สอบถามความคืบหน้าในการมารายงานตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.ท.พงศ์พรแต่อย่างใด

หวั่น‘สุเทพ’แย่งฐานเสียงปชป.

     ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยเกี่ยวกับข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติว่า ยังไม่ได้คุยกับนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในวันที่ 16 กันยายน ตั้งใจไปอวยพรนายพิชัย เนื่องในวันคล้ายวันเกิดด้วย ส่วนท่าทีของ กปปส. ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะตั้งพรรคการเมืองใหม่นั้น คิดว่าคนที่มีความกังวลคือผู้สนับสนุนกปปส. เพราะหลายคนเป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ พอมีข่าวเรื่องการตั้งพรรคย่อมต้องกังวล ไม่สบายใจเป็นธรรมดา

     เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ใช้ฐานเสียงเดียวกับกปปส. เกรงว่าจะเลือกกันไม่ถูกหรือไม่ และโอกาสในการตั้งพรรคของ กปปส.มีมากหรือน้อย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กังวลว่าจะเป็นแบบนั้น แต่เป็นเรื่องการตัดสินใจของแต่ละบุคคล แต่ละกลุ่ม ส่วนโอกาสตั้งพรรคใหม่ ถามตนไม่ได้ แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) แสดงท่าทีสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ดังนั้นอยู่ที่จะมองว่า การตั้งพรรคเป็นวิธีการที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่นายสุเทพจะต้องพิจารณาเอง วันนี้พรรคจะยึดตามกรอบโรดแม็พ ตามกฎหมายกำหนดไว้ ผู้ที่มีหน้าที่ต้องเดินตามนี้อย่าบิดพลิ้ว ขณะเดียวกันก็ทำงานเพื่อให้มีการเลือกตั้ง และเมื่อคำนวณแล้วการเลือกตั้งอาจจะเกิดขึ้นช่วงปีหน้า หรือปลายปีหน้า

"เรือเหาะ"หมดลม-ผบ.ทบ.ชี้ปลดระวางไม่ซื้อใหม่

นปช.จี้รื้อคดีสลายเสื้อแดงปี53

     ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษา นปช. นพ.เหวง โตจิราการ นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความ ร่วมแถลงกรณีติดตามคดีทวงความยุติธรรม 99 ศพ เหตุสลายชุมนุมกลุ่ม นปช. ปี 2553 นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1 และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 เป็นจำเลยฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น แกนนำได้หารือร่วมกับฝ่ายกฎหมาย และผู้รู้หลายท่านเห็นตรงกันว่า คดีนี้ศาลฎีกาไม่ได้ตัดสินให้นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพพ้นผิดจากการสลายการชุมนุม นปช. ปี 2553 เป็นแต่เพียงการวินิจฉัยว่า กรณีนี้อยู่ในอำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งสามารถรับฟ้องไว้พิจารณาได้ทั้งความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และเป็นผู้ก่อการหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดข้อหาฆ่าคนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 83, 84 และ 288 ทั้งนี้คำพิพากษาศาลฎีกาย่อมผูกพันคู่ความคือโจทก์ ได้แก่ พนักงานอัยการ และจำเลยทั้ง 2 รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกา คือสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลฎีกาต่อไป

      นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า แกนนำ นปช.จึงมีแนวทางดำเนินการทั้งทางกฎหมายและด้านอื่นๆ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ให้ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังนี้ 1.ผู้เสียหายในคดีนี้จะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ อสส.ในสัปดาห์หน้าเพื่อให้ส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. ไต่สวนความผิดของจำเลยทั้ง 2 ว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกา หากป.ป.ช.อ้างว่าต้องมีพยานหลักฐานใหม่ก็ต้องรับฟังว่าขณะนี้ได้มีพยานหลักฐานใหม่ที่สำคัญ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาชี้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองระหว่างวันที่ 7 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน สาเหตุที่มีบุคคลถึงแก่ความตายและมีผู้ได้รับอันตรายสาหัสเกิดจากการปฏิบัติการทางทหารในการผลักดันผู้ชุมนุม สลายการชุมนุม กระชับพื้นที่หรือขอคืนพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนจริงตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 และสำนวนการไต่สวนชันสูตรพลิกศพซึ่งทั้ง 2 กรณียังไม่เคยมีในการไต่สวนครั้งก่อน ประกอบหลักฐานอื่น ตามอำนาจหน้าที่ของ อสส. นอกจากนี้เห็นว่า ป.ป.ช.ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยการไต่สวนจำเลยทั้ง 2 ตามมาตรา 157 ตามที่ศาลฎีกาตัดสินทันที แม้จะยังไม่มีผู้ร้องหรือยังไม่ได้รับเรื่องจาก อสส.ก็ตาม

"เรือเหาะ"หมดลม-ผบ.ทบ.ชี้ปลดระวางไม่ซื้อใหม่