ข่าว

โอบามากับการเปลี่ยนแปลง

โอบามากับการเปลี่ยนแปลง

23 ก.ย. 2552

ปัญหาใหญ่ของสหรัฐเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องระบบประกันสุขภาพซึ่งมีราคาสูง ประมาณว่าคนสหรัฐนั้นใช้เงินในเรื่องสุขภาพและการประกันสุขภาพเป็นรายจ่ายที่มากเป็นลำดับสอง รองจากการซื้อที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพนั้นก็มีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 6 ของเศรษฐกิจสหรัฐ

ตามระบบประกันสุขภาพของสหรัฐนั้น จะต้องทำผ่านบริษัทผู้เป็นนายจ้าง ซึ่งกลายเป็นภาระหนักของบริษัทใหญ่ที่มีพนักงานเป็นจำนวนมาก โดยมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตมีราคาสูงขึ้น เนื่องจากต้องบวกค่าประกันสุขภาพของพนักงานเข้าไปด้วย และบางบริษัทรายจ่ายดังกล่าวยังกระทบต่อกำไรสุทธิ สำหรับบริษัทขนาดเล็กก็ประสบปัญหาไม่น้อยไปกว่ากัน จนบางบริษัทต้องปิดกิจการลง เพราะไม่มีเงินพอจ่ายค่าเบี้ยประกันกรมธรรม์สุขภาพแบบกลุ่ม ซึ่งมีราคาแพง ทั้งสองกรณีส่งผลกระทบต่อศักยภาพด้านการแข่งขันของสหรัฐในตลาดโลก

 ทางด้านลูกจ้างนั้น แต่ละปีมีชาวอเมริกันนับล้านคนต้องเผชิญกับปัญหาการประกันสุขภาพ ภายหลังการถูกออกจากงาน เนื่องจากการประกันทำผ่านบริษัทนายจ้าง และชาวอเมริกันอีกหลายล้านคนก็ไม่มีการประกันสุขภาพ เนื่องจากไม่มีกำลังที่จะซื้อประกันได้ อันจะเป็นปัญหาหนักในเวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งจากการสำรวจของสำนักงานประชากรสหรัฐ พบว่า ในปี 2007 คนอเมริกันที่ไม่มีประกันสุขภาพ มีจำนวน 45.7 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็น 46.3 ล้านคน ในปี 2008 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการเลิกจ้างงาน

 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้จัดลำดับปัญหาเรื่องระบบประกันสุขภาพไว้ในลำดับต้นๆ โดยเสนอแผนที่มีชื่อว่า “ทางเลือกของสาธารณชน” (Public Option) ต่อสภาคองเกรส เพื่อให้รัฐบาลเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบประกันสุขภาพ ในลักษณะที่ขับเคี่ยวแข่งขันกับบริษัทประกัน

 ระบบประกันสุขภาพตามแนวคิดของโอบามา คือ รัฐบาลจะเปิดการจำหน่ายกรมธรรม์ประกันสุขภาพแก่ประชาชนทั่วไป เช่นเดียวกับบริษัทเอกชน และเมื่อผู้ซื้อประกันไปรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็จะส่งใบเรียกเก็บเงินไปเก็บจากรัฐบาลโดยตรง แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้นำสหรัฐเห็นว่าเจ้าของกิจการและประชาชนรับภาระเรื่องการประกันและค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยบริษัทประกันสามารถทำกำไรอย่างมหาศาล

 แต่ถึงกระนั้นบริษัทประกันก็ยังกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง และเป็นฝ่ายเลือกที่จะรับหรือไม่รับใครเข้าร่วมในโปรแกรมประกัน

 ทางออกของปัญหานี้ในสายตาของรัฐบาลสหรัฐมีด้วยกัน 3 แนวทาง คือ 1.ค่ารักษาพยาบาลที่ถูกลง 2.การที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ และ 3.คุณภาพของการรักษาพยาบาลที่ดี ซึ่งรัฐบาลจำเป็นจะต้องกำหนดค่าเบี้ยประกันในวงเงินที่ประชาชนทั่วไปสามารถจ่ายได้

 ประธานาธิบดีโอบามา คาดว่าจะต้องใช้เงินจำนวน 900 พันล้านดอลลาร์ ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า เพื่อการนี้ อันจะทำให้ประชากรอเมริกันส่วนใหญ่มีหลักประกันในเรื่องสุขภาพในยามที่เจ็บไข้ได้ป่วย โอบามาหวังว่าข้อเสนอของเขาจะเป็นการปฏิรูประบบประกันสุขภาพของสหรัฐครั้งสำคัญ โดยบริษัทประกันจะต้องลดราคาและเงื่อนไข รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ ลง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับรัฐบาลได้ แพทย์และโรงพยาบาลก็จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่นี้ เช่น ไม่ปฏิเสธการรักษาคนไข้ และผู้ซื้อประกันก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าบริษัทประกันจะบอกเลิกประกันกลางคัน เป็นต้น

 อย่างไรก็ตาม แผน “ทางเลือกของสาธารณชน” ได้รับการต่อต้านอย่างหนักในสภา และจากสมาคมประกันภัย ซึ่งกล่าวหาว่าโอบามากำลังจะนำสหรัฐเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม จนปลุกกระแสของคนอเมริกันหัวเก่า และบริษัทเอกชนที่เกรงว่ารัฐจะเข้าแทรกแซงกิจการ และทำลายระบบการแข่งขันเสรีลง นอกจากนี้ก็ยังมีบางกลุ่มที่ไม่แน่ใจว่าแผนดังกล่าวจะไปรอดหรือไม่ เพราะอาจจะมีคนสนใจซื้อประกันจากรัฐบาลไม่มากนัก รวมทั้งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการใช้เงินงบประมาณที่มากเกินไปจนอาจก่อภาระแก่สหรัฐในอนาคต

 ที่แน่ๆ ก็คือ คนอเมริกันส่วนใหญ่มีบทเรียนมาแล้วกับการที่นายโอบามาทุ่มเทเงินจำนวนมากในการแก้ปัญหาสถาบันการเงิน บริษัทอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทผลิตรถยนต์ ซึ่งปัญหาเหล่านั้นก็ยังคงคาราคาซังอยู่

 และที่สำคัญก็คือ มีบางคนคิดว่าโอบามากำลังนำเงินภาษีอากรของชาวอเมริกันที่ทำงานหนักมาช่วยเหลือคนที่ไม่ทำงาน โดยเฉพาะคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในสหรัฐ

 ครับ ก็มาติดตามกันว่า โอบามาจะสามารถ change ระบบประกันสุขภาพของสหรัฐไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่