
ยึดหลักอะไร
การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจชั้นนายพลประจำปี ซึ่งตามกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กระทำได้ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เพื่อให้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 1 ตุลาคมของปีเดียวกัน เว้นแต่มีเหตุพิเศษ เช่น ในปีนี้เป็นกรณีปรับโครงสร้างส่วนราชการของส
หลักการแต่งตั้งต้องพิจารณาแต่งตั้งระดับบนสุด เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการคือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แล้ว ผบ.ตร.ท่านใหม่จะเป็นผู้พิจารณาตำแหน่งรองลงมาด้วยคำแนะนำของ ผบ.ตร.ที่จะเกษียณอายุราชการ และรอง ผบ.ตร.ที่เป็นคณะผู้บริหารระดับสูงของ สตช. ทั้งนี้ เนื่องจากภาระและหน้าที่ของ ผบ.ตร.ต้องรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ประชาชน และรัฐบาลผู้กำหนดนโยบาย ในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.เช่นว่า
แต่นี่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังไม่อาจดำเนินการเพื่อให้ได้ตัว ผบ.ตร. กลับมีการให้รักษาการ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ซึ่งกำลังจะเกษียณอายุราชการกลับบ้านไปทำสิ่งที่ชอบ เป็นผู้พิจารณาบัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับนายพลเสนอบอร์ดกลั่นกรอง และนำเข้าที่ประชุม ก.ตร.ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน เพื่อพิจารณาอนุมัติ
ตำรวจทั้งประเทศพากันสรุปว่า นี่เป็นบัญชีของ "ฝ่ายการเมืองล้วนๆ" เพราะฝ่ายตำรวจไม่ว่าจะเป็นรักษาการ ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. น่าจะพากันก้มหน้าพูดไม่ออกเหมือนอมบอระเพ็ดเช่นเคย ก็ได้ตำแหน่งดีๆ ให้แก่ลูกน้องในอาณัติครบถ้วนไปแล้ว เมื่อครั้งปรับโครงสร้าง สตช. ซึ่งฝ่ายการเมืองก็อนุเคราะห์ให้ตามขอไปแล้ว
เออ ! แปลกนะ ประเทศนี้ รัฐบาลนี้ อะไรที่เป็นวัฒนธรรมการบริหารบ้านเมืองที่ดี หลักการที่กระทำกันมาช้านานก็ฝ่าฝืนกันง่ายๆ เช่นนี้
ผบ.ตร.ยังไม่ได้ตั้ง กลับตั้งตำแหน่งรองลงมาก่อน แล้วให้ ผบ.ตร.ที่จะได้ตัวในภายหลังรับลูกน้องที่ตนเองไม่ได้เลือกมาร่วมงาน ซึ่งอย่าหวังว่าจะรับฟังคำสั่งอย่างเป็นเอกภาพ โน่น ไปฟังคำสั่งจากฝ่ายการเมืองเป็นหลัก ไม่รู้ท่านยึดหลักอะไรในการบริหารบ้านเมือง
คมพิทักษ์ราษฎร์



