ข่าว

ครม.เทงบให้กห.เบิกข้ามปี“นับหมื่นล้าน”

ครม.เทงบให้กห.เบิกข้ามปี“นับหมื่นล้าน”

22 ก.ย. 2552

“มาร์ค" ไม่อยู่ หนูร่าเริง ครม.เทกระจาด ไฟเขียว กลาโหมเบิกงบข้ามปี “นับหมื่นล้าน” ซื้ออาวุธอื้อทุกกองทัพ

(22ก.ย.) นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.ได้อนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณให้กับกองทัพเรือ กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งกระทรวงกลาโหม(กห.)เสนอเข้ามา เริ่มจากครม.อนุมัติให้กองทัพเรือก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการปราบเรือดำน้ำเฮลิคอร์ปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบ SEA HAWK ในราคายกเว้นค่าอากรทางศุลกากร แต่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายทั้งปวง วงเงิน 989,985,400 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-54 ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552 ถึงปีงบประมาณ 2554 โดยมีแผนการใช้จ่าย คือ ปีงบประมาณ 2552 จำนวน 197,997,080 บาท ปีงบประมาณ 2553 จำนวน 386,094,306 บาท และปีงบประมาณ 2554 ปีสุดท้ายจำนวน 405,894,014 บาท

 ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมรายงานว่าโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาเฮลิคอร์ปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบ SEA HAWK ของกองทัพเรือที่มีประจำการอยู่จำนวน 6 เครื่อง ให้มีขีดความสามารถพร้อมสมบูรณ์ตามที่ได้กำหนดไว้ในความต้องการในการปฏิบัติภารกิจปราบเรือดำน้ำร่วมกับเรือรบผิวน้ำของกองทัพเรือในบทบาทการป้องกันอธิปไตยของชาติทางทะเล และป้องกันปราบปรามการใช้เรือดำน้ำของฝ่ายตรงกันข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 นายศุภชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ในส่วนของกองทัพเรือครม.ยังอนุมัติให้กองทัพเรือก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ โครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งจำนวน 3 ลำ ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552 ถึง 2554 วงเงิน 1,603,177,084.27 บาท โดยมีแผนการใช้จ่ายงบประมาณ คือ ปีงบฯ 2552 จำนวน 314 ล้านบาท ปีงบฯ 2553 จำนวน 628 ล้านบาท และปีงบฯ 2554 จำนวน 661,177,084.27 บาท ซึ่งกห.รายงานว่ากองทัพเรือได้ดำเนินโครงการฯสำหรับปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตรวจการณ์รักษาฝั่ง ป้องกันการแทรกซึม คุ้มครองเรือประมง ป้องกันและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน รักษากฎหมายในทะเลตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยจะเป็นกำลังสำคัญของกองทัพเรือภาคต่างๆ ซึ่งจะต้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องทั้งในยามสงบและยามสงคราม รวมถึงการถวายความปลอดภัยต่อพระบรมวงศานุวงศ์

 “ สำนักงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นการจัดหาเรือฯทดแทนเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุด ต. 11 ที่กองทัพเรือจะปลดประจำการปี 2552-56 จำนวน 6 ลำ โดยกองทัพเรือได้จัดหาทดแทนเข้าประจำการไว้แล้วจำนวน 3 ลำ ในปีงบฯ 2548-2550 คงเหลืออีก 3 ลำที่จะดำเนินการครั้งนี้ ”

 นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ครม.ยังอนุมัติในส่วนของกองทัพบก ซึ่งเสนอโดยกระทรวงกลาโหมให้ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณโครงการจัดหายานยนต์สายสรรพาวุธ ชนิดรถยนต์บรรทุกขนาด 2 ตันครึ่ง แบบ 4x4 ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น FST ซึ่งเป็นยานยนต์ที่มีคุณลักษณะเฉพาะตามความต้องการและสามารถสนับสนุนหน่วยต่างๆในกองทัพบกและมีประสิทธิภาพสูงในการปฏิบัติภารกิจจำนวน 1,474 คัน โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2555 วงเงิน 4,994,649,000 บาท โดยมีแผนการใช้จ่ายคือ ปีงบฯ 2552-53 ผ่อนชำระปีละ 1 พันล้านบาท ปีงบฯ 2544 จำนวน 1.5 พันล้านบาท และปีงบฯ 2555 จำนวน 1,494,649,000 บาท ซึ่งกห.รายงานว่าโครงการดังกล่าวเป็นการจัดหายุทโธปกรณ์ตามอัตราการจัดหายุทโธปกรณ์ที่กองทัพบกยังมีไม่ครบตามอัตรารวมทั้งทดแทนยุทโธปกรณ์เดิมที่เก่าล้าสมัย ได้รับแจกจ่ายใช้ราชการมาเป็นเวลานาน และเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพบกให้บรรลุตามที่ได้รับมอบหมาย

 โดยในส่วนของสำนักงบฯมีความเห็นว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวฯ สำหรับใช้ในการลำเลียงพล บรรทุกสัมภาระและลากจูงยุทโธปกรณ์แจกจ่ายให้กับหน่วยงานในสังกัดกองทัพบกที่ยังขาดอัตราการจัดและทดแทนของเดิมทีมีอายุการใช้งานนานมากกว่า 40 ปี ซึ่งกองทัพบกมีความต้องการทั้งสิ้น 8,924 คัน มีใช้ประจำการแล้ว 5,845 คัน ชำรุดเสื่อมสภาพการใช้งาน 3,647 คัน ใช้งานได้เพียง 2,188 คัน จึงขาดอัตราอีก 3,079 คัน

 รองโฆษกรัฐบาล แถลงอีกว่า และสุดท้ายครม.ยังอนุมัติให้กองบัญชาการกองทัพไทยก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณโครงการจัดหายานพาหนะและเครื่องจักรกลทดแทน ระยะเวลา ดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-55 วงเงิน 3,049,536,380 บาท โดยมีแผนการใช้จ่ายงบฯ คือ ปีงบฯ 2552-53 จำนวนปีละ 610,856,800 บาท ปีงบฯ 2554 จำนวน 814,475,700 บาท และปีงบฯ 2555 จำนวน 1,013,347,080 บาท ซึ่งกห.รายงานว่าโครงการดังกล่าวเป็นการจัดหายานพาหนะและเครื่องจักรกลใหม่เพื่อนำมาทดแทนของเดิมที่มีการใช้งานเป็นระยะเวลานาน มีการชำรุด และเสื่อมสภาพ ทำให้ไม่สามารถใช้ปฏิบัติงานตามโครงการของหน่วยงานด้านการช่วยเหลือประชาชน งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจนงานโครงการพิเศษอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการซ่อมบำรุงสูง หากไม่ได้รับการจัดหาทดแทน