ข่าว

ศิริราชสั่งพักการเรียน ! รับนศ.วางยาหมามีปัญหาด้านจิตใจ

ศิริราชสั่งพักการเรียน ! รับนศ.วางยาหมามีปัญหาด้านจิตใจ

12 ก.ย. 2560

คณะแพทยศาสตร์ศิริราช รับนศ.วางยาหมามีปัญหาด้านจิตใจ สั่งพักการเรียน-ตั้งกก.สอบจริยธรรม พบมีอาการย้ำคิดย้ำทำตั้งแต่ปี 3แต่มารุนแรงปี6เคยถูกพักการเรียนเป็นระยะๆ

          ความคืบหน้ากรณีเจ้าของบริษัทรับขนส่งสุนัขและกลุ่มวอทช์ด็อก ไทยแลนด์ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีนักศึกษาแพทย์ หลังให้ยาลดความดันของคนแก่สุนัขจนตาย เพื่อเรียกเอาเงินประกันจากบริษัทขนส่ง ในข้อหาพยายามฉ้อโกง และตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ขณะที่ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เชิญนักศึกษาคนดังกล่าวและผู้ปกครองมาสอบถามข้อเท็จจริงด้วย

          วันที่ 11 กันยายน ที่ รพ.ศิริราช ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับผู้บริหารคณะ ได้สอบสวนข้อเท็จจริงนักศึกษาที่วางยาฆ่าสุนัขเพื่อหวังเงินประกัน โดยเบื้องต้นจะสอบในประเด็นเรื่องจริยธรรมและกฎหมาย พร้อมกับมีการสอบถามพ่อแม่ของนักศึกษาด้วย

          ต่อมาในเวลา 16.30 น. ศ.นพ.ประสิทธิ์ เป็นประธานแถลงข่าวว่า นักศึกษาแพทย์คนนี้มีปัญหาด้านจิตใจ ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ฯ ได้มีการติดตามการรักษาและดูการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดตั้งแต่นักศึกษาเริ่มมีอาการขณะอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะแพทย์ที่ให้การดูแลประเมินแล้วพบว่ามีอาการย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่รุนแรง และอาการของนักศึกษาไม่ได้อยู่ในระดับที่รุนแรง ยังสามารถศึกษาต่อไปในระดับชั้นปีที่ 4-5 จนกระทั่งการศึกษาในระดับชั้นปีที่ 6 พบว่ามีอาการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลต่อการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ จึงได้มีการพักการเรียนเป็นระยะๆ เมื่อมีอาการดีขึ้นในระดับที่สามารถเรียนต่อได้ก็กลับมาเรียน รวมทั้งหมด 3 ครั้ง รวมถึงปัจจุบันก็อยู่ในช่วงพักการเรียนตั้งแต่เดือนเมษายน 2560

          ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อช่วงเช้าได้เชิญพ่อแม่ และนักศึกษามาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการ เนื่องจากอยากได้ข้อมูลโดยตรงจากนักศึกษาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลที่ได้รับจากสื่อและสัตวแพทย์โดยตรง ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้ 1.ให้นักศึกษาแพทย์ที่ถูกกล่าวหาพักการศึกษาตั้งแต่บัดนี้จนกว่าผลการตัดสินจะสิ้นสุด 2.ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางจริยธรรมกับนักศึกษาดังกล่าว หากประเมินแล้วมีผลตัดสินว่ามีความผิดทางจริยธรรมจริง ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะดำเนินการส่งเรื่องไปยังมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อดำเนินการต่อไป ตามเกณฑ์ความผิดด้านจริยธรรม  

          3.คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะเฝ้าติดตามการรักษาปัญหาด้านจิตใจอย่างใกล้ชิด หากการเจ็บป่วยทางด้านจิตใจได้รับการประเมินว่ามีความรุนแรงขัดต่อการศึกษาด้านแพทยศาสตร์ ก็จะเสนอมหาวิทยาลัยมหิดลพิจารณาให้พ้นสภาพนักศึกษา 4.คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะเฝ้าติดตามความคืบหน้าของกระบวนการยุติธรรม หากมีผลทางอาญาเป็นที่สิ้นสุดและมีความผิด ก็จะเสนอมหาวิทยาลัยมหิดลให้พิจารณาให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา

มีอาการย้ำคิดย้ำทำตั้งแต่อยู่ปี3  

          ทั้งนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะดำเนินการด้วยความละเอียด รอบคอบ แก่ทุกฝ่าย โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และหลักกระบวนการยุติธรรม

          ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า นักศึกษาคนนี้เริ่มมีอาการย้ำคิดย้ำทำเมื่ออยู่ชั้นปีที่ 3 แต่อาการดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง แต่ถ้าติดตามอาการแล้วพบว่าจะกระทบต่อการประกอบวิชาชีพแพทย์ ก็จะไม่อนุญาตให้ออกไปเป็นแพทย์อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม นักศึกษาแพทย์จำนวนไม่น้อยที่มีความเครียดเกิดขึ้นมากๆ ระหว่างเรียน และมีปฏิกิริยากับความเครียดนั้น ก็จะให้พักการเรียนไปก่อน เมื่ออาการดีขึ้นก็กลับมาเรียนใหม่ หรือหากอาการรุนแรงจนกระทบต่อการประกอบวิชาชีพแพทย์ คณะก็จะส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัยเพื่อให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีการดำเนินการมาแล้วทั้งสิ้น

          “อาการย้ำคิดย้ำทำ ไม่ใช่ความผิดปกติที่รุนแรง เช่น ล็อกประตูแล้วไม่แน่ใจก็กลับไปล็อกใหม่ หรือการล้างมือบ่อยๆ และไม่ใช่โรคจิตเภท อย่างไรก็ตาม การมีปัญหาสุขภาพจิตจากความเครียดของนักศึกษาแพทย์ มีหลายปัจจัยตั้งแต่พันธุกรรม สภาพแวดล้อม การเรียนในคณะแพทย์จึงไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียว เพราะบางคนสามารถจัดการกับความเครียดได้ก็สำเร็จเป็นแพทย์จำนวนมาก แต่สำหรับบางคนจัดการความเครียดไม่ได้ก็ไม่สามารถสำเร็จเป็นแพทย์ได้ ซึ่งเป็นเหมือนกันในคณะแพทยศาสตร์ทุกแห่ง” ศ.นพ.ประสิทธิ์ ระบุ

นศ.เสียใจไม่อยากให้ทุกฝ่ายเสียชื่อ

           คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช กล่าวอีกว่า การออกมาให้ข้อมูลในครั้งนี้ต่อสื่อมวลชนได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองและนักศึกษาแล้ว ซึ่งนักศึกษาได้เข้ามาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งพบว่ามีข้อมูลบางส่วนและแนวคิดบางอย่างที่ไม่ตรงกับที่สื่อนำเสนอออกไป ส่วนการจะตัดสินว่านักศึกษาทำความผิดทางจริยธรรมหรือไม่นั้น การดำเนินการใดๆ ในคณะแพทยศาสตร์ฯ จะไม่ตัดสินโดยตนคนเดียว แต่จะเป็นรูปแบบของคณะกรรมการ แต่เชื่อว่าคณะกรรมการสอบสวนทางจริยธรรมที่ตั้งขึ้นจะดำเนินการไม่นานแน่นอน แต่ยังกำหนดช่วงเวลาไม่ได้ 

           ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า จากที่นักศึกษาเข้ามาให้ข้อมูล เขาคิดว่าตัวเองยังจะสามารถศึกษาต่อได้ แต่การพิจารณาดังกล่าวไม่ใช่อยู่ที่ตัวของนักศึกษา อยู่ที่คณะกรรมการจะพิจารณา และจากสิ่งที่นักศึกษาพูดเขามีความรู้สึกเสียใจ ไม่อยากให้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเสียชื่อเสียงและวิชาชีพแพทย์ต้องเสื่อมศรัทธาจากประชาชน และแจ้งว่าหากทางกฎหมายพิจารณาว่ามีความผิดก็ยินดีที่จะรับผิดตามนั้น

           “ก่อนที่คณะกรรมการจะพิจารณาตัดสินและมีบทสรุปเป็นอย่างไร จะต้องมีข้อขัดแย้งในภายหลัง เพราะมิฉะนั้นอาจเสียใจที่ได้ไปตัดสินอนาคตของใครคนหนึ่งไป อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทั้ง 3 ส่วนที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือ การสอบสวนทางจริยธรรม การเฝ้าติดตามการรักษา และการดำเนินการทางกระบวนการยุติธรรม หากส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วเสร็จก่อน คณะก็จะส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัยดำเนินการพิจารณาพ้นสภาพนักศึกษา” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

          ด้าน รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ฝ่ายการศึกษาก่อนปริญญา กล่าวว่า นักศึกษาคนนี้รหัสเข้าเรียนเมื่อปี 2553 เริ่มมีอาการเมื่ออยู่ชั้นปี 3 แต่ยังสามารถเรียนต่อไปในระดับชั้นปี 4-5 จนปี 6 เมื่อปี 2558 เริ่มเป็นมากจึงมีการพักการเรียนเป็นช่วงๆ ทั้งนี้ ระบบการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ในระดับคลินิก คือชั้นปีที่ 4-6 ที่เกี่ยวข้องกับการเจอคนไข้และฝึกปฏิบัติจะมีการประเมินที่เป็นมาตรฐานทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยจะมีอาจารย์และแพทย์ประจำบ้านติดตามประเมินอย่างใกล้ชิดในสิ่งที่นักศึกษาปฏิบัติจึงอยู่ในสายตาอาจารย์แพทย์และแพทย์ประจำบ้านตลอด อีกทั้ง การประเมินผลจะดำเนินการในลักษณะอิงเกณฑ์ คือ นักศึกษาทุกคนจะต้องทำได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

          “นักศึกษาที่ถูกกล่าวหานี้พบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ในรายวิชาอายุรศาสตร์ จึงได้มีการติดตามถึงสาเหตุที่นักศึกษาไม่ผ่าน ก็พบว่ามีอาการทางด้านสุขภาพจิต จึงได้มีการติดตามอาการนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง และให้พักการเรียนเป็นระยะๆ เมื่ออาการดีขึ้นก็กลับมาเรียนในรายวิชาที่ไม่ผ่าน ทั้งนี้ การผลิตแพทย์มีมาตรฐาน ไม่ใช่ช่วยเหลือกันให้ผ่านไปอย่างแน่นอน" รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์กล่าว

หมายเรียกนศ.แพทย์เข้าพบ18ก.ย. 

          เที่ยงวันเดียวกัน พ.ต.อ.เติมเผ่า สิริภูบาล ผกก.สน.สุทธิสาร เปิดเผยว่า ทางพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 1 ส่งไปยังภูมิลำเนาของนักศึกษาแพทย์ผู้นี้ ใน จ.นครราชสีมา โดยให้เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันจันทร์ที่ 18 กันยายน เวลา 10.00. น. อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้พยายามประสานไปยังนักศึกษาแพทย์ให้เข้ามาให้ปากคำ แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อได้ ในเบื้องต้นเข้าข่ายความผิดในข้อหาพยายามฉ้อโกง เพราะมีการหลอกลวงแล้วแต่ยังไม่ได้เงินไป เป็นความผิดที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วในส่วนของพยายามฉ้อโกง 

         ส่วนข้อหาทารุณกรรมสัตว์นั้น ผกก.สน.สุทธิสาร กล่าวว่า ทางกลุ่มวอทช์ด็อก ไทยแลนด์ ได้เข้ามาแจ้งความแต่ในส่วนนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่ามีการทารุณกรรมสัตว์เกิดขึ้น แต่ทางตำรวจจะพยายามรวบรวมหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้ติดตามประวัติพนักงานโรงแรมเก่าที่ออกไปแล้วเรียกมาสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อหาหลักฐานเพิ่มว่ามีพนักงานคนใดบ้างที่อยู่โรงแรมในวันเกิดเหตุ ได้เข้าไปทำความสะอาดห้องพบเม็ดยาหล่นอยู่หรือไม่ และพบเห็นการป้อนยาหรือไม่ หากพบยาก็จะนำไปเปรียบเทียบกับยาที่พบในสุนัขตัวที่ 2 ว่าเป็นยาชนิดเดียวกัน คล้ายกัน หรือตัวยาเดียวกันหรือไม่

          พ.ต.อ.เติมเผ่า กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ได้สอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องไปครบถ้วนแล้ว ทั้งบริษัทขนส่ง และเจ้าของฟาร์มสุนัข ส่วนหากนักศึกษาแพทย์จะอ้างว่ามีอาการป่วยทางจิต หากมาพบเจ้าหน้าที่ก็จะส่งตัวให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยว่าป่วยจริงหรือไม่ หากป่วยจริงก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมายที่ทางนักศึกษาแพทย์จะใช้ในการต่อสู้คดี จากการตรวจสอบประวัติอาชญากร ในเบื้องต้นยังไม่พบประวัติการก่อเหตุแต่อย่างใด

          สำหรับคดีของ สน.สุทธิสาร ทางบริษัทขนส่งได้มาแจ้งความในส่วนของสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนตัวแรกที่ซื้อจากเจ้าของฟาร์ม ก่อนจะที่จะมีกระแสข่าวว่ามีการวางยาสุนัขตัวที่ 2 เพื่อหวังเรียกเงินประกันจากบริษัทขนส่ง ทำให้บริษัทขนส่งเข้าแจ้งความเพื่อเอาผิดกับนักศึกษาแพทย์คนดังกล่าว หลังมีพฤติกรรมเรียกเงินประกันจากบริษัท

เจ้าของรร.ยันโชว์หูฟังก่อนแจ้งหาย

          ขณะที่นายฌอน แฟม อายุ 32 ปี ชาวอเมริกัน เจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่งในซอยพหลโยธิน 8 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีชายคนหนึ่งโทรศัพท์ติดต่อมาขอจองห้องพัก 1 คืน โดยบอกว่าเป็นนักศึกษาแพทย์ของศิริราชพยาบาล มาตรวจคนไข้ที่กทม. จึงอยากขอส่วนลดค่าห้อง ตนเห็นว่าเป็นแพทย์โรงพยาบาลดังกล่าวจึงเห็นใจยอมลดค่าห้องให้ 10 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นวันที่ 4 กันยายน ช่วงเช้านักศึกษาแพทย์คนดังกล่าวก็เข้ามาเช็กอิน แต่เมื่อทางพ่อบ้านขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวกลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ดู ทางพ่อบ้านยืนยันว่าต้องแสดงหลักฐานนักศึกษาจึงยอมให้ดูบัตรประชาชน แต่ก่อนจะขึ้นห้องนักศึกษาบอกว่าในกระเป๋ามีหูฟังมูลค่า 3 หมื่นบาท พร้อมหยิบกล่องของหูฟังดังกล่าวให้ดู ก่อนจะให้พ่อบ้านเอากระเป๋าทั้งหมดขึ้นไปเก็บที่ห้องพัก

          “จากนั้นช่วงเย็นผมกลับมาที่โรงแรมก็พบกับนักศึกษากลับเข้ามาโรงแรมพอดี พร้อมกับถือถุงปลาทอง 3 ตัว และสุนัขอีก 1 ตัว จึงรู้สึกแปลกใจว่ามาตรวจคนไข้ทำไมมีสุนัขกลับมาด้วย ทั้งที่ตอนมาไม่มี และไม่ได้แจ้งทางโรงแรมว่ามีการนำสัตว์เลี้ยงเข้ามา ระหว่างนั้นนักศึกษาแพทย์ก็ยื่นถุงปลาทองให้ และบอกว่าปลา 3 ตัวนี้ ราคา 1,500 บาท ขอมอบให้ทางโรงแรมเพราะเห็นว่าในตู้ปลามีปลาทองแค่ตัวเดียว หากมีปลาทองครบ 4 ตัวจะเป็นสิริมงคลมากกว่า ผมก็ยิ่งสงสัยว่าตอนจองห้องขอลดราคา แต่ตอนนี้กลับซื้อปลาราคา 1,500 มาให้ แล้วให้ผมช่วยใส่ปลอกคอสวมสุนัขให้ทั้งที่บอกว่าเป็นสุนัขของเขาเอง ก่อนจะเดินเข้าห้องพักไป” นายฌอนกล่าวเล่า

พบยาตกเกลื่อน-ห้องสุดเลอะเทอะ

           เจ้าของโรงแรมกล่าวอีกว่า ต่อมานักศึกษาคนดังกล่าวเดินมาแจ้งกับตนว่าหูฟังราคา 3 หมื่นบาทหายไป และสงสัยว่าพ่อบ้านจะขโมยไปแน่นอนอยากให้ตนชดใช้เงินให้ 3 หมื่นบาท แต่ตนไม่ยอมและยินดีแจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบทางนักศึกษากลับไม่ยอมให้แจ้งความ แต่จะกลับเข้าไปหาเองแล้วไม่ออกมาโวยวายอีกเลย กระทั่งเช้าวันที่ 5 กันยายน นักศึกษาแพทย์ก็ลงมารับประทานอาหารเช้าตามปกติ และไม่ได้กล่าวถึงหูฟังอีก จากนั้นช่วงสายก็ได้ลงมาเช็กเอาท์ พร้อมอุ้มสุนัขมาด้วย แต่จู่ๆ สุนัขก็หลุดมือหล่นลงมากระแทกพื้น ระหว่างนั้นนักศึกษาเริ่มมีอาการลุกลี้ลุกลนผิดปกติ รีบเช็กเอาท์และนำสุนัขไปให้รถส่งสัตว์ที่จอดรออยู่หน้าโรงแรม

          “หลังจากที่พ่อบ้านขึ้นไปตรวจสอบห้องจึงพบว่าบนเตียงมีสิ่งปฏิกูลของสุนัขเลอะเทอะเต็มเตียง และมีเม็ดยาสีเหลืองตกกระจายเกลื่อนห้อง ผมจึงไม่ยอมให้นักศึกษาแพทย์เช็กเอาท์ พร้อมทั้งเรียกค่าทำความสะอาด 2,000 บาท เนื่องจากต้องทำความสะอาดแบบพิเศษเพราะเป็นสิ่งปฏิกูลจากสัตว์ เขาก็ยอมจ่ายเงินให้ก่อนจะออกไปจากโรงแรม” นายฌอนกล่าวและว่า ได้ให้ปากคำและภาพจากกล้องวงจรปิดแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อ ไปเรียบร้อยเเล้ว

โคราชเชิญคนขับรถส่งหมาให้ปากคำ

          ส่วน พ.ต.ท.พิชัย เชิดชู รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.โพธิ์กลาง จ.นครราชสีมา เปิดเผยถึงความคืบหน้าทางคดีว่า เนื่องจากคดีนี้มีผู้เกี่ยวข้องหลายวาระ หลายสถานที่ ดังนั้นทาง สภ.โพธิ์กลาง จะทยอยเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาสอบปากคำหลายปาก โดยวันที่ 12 กันยายน เวลา 09.00 น. ได้นัดพนักงานขับรถขนส่งสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในเหตุการณ์ มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำ ส่วนนักศึกษาแพทย์ผู้ก่อเหตุนั้น ทราบข่าวว่าขณะนี้ทาง สน.สุทธิสาร ได้ออกหมายเรียกให้ไปพบ เพราะคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการฉ้อโกงทรัพย์ การปลอมแปลงเอกสาร และคดีทารุณกรรมสัตว์ด้วย

          “ในส่วนของ สภ.โพธิ์กลาง ได้ประสานไปที่ครอบครัวนักศึกษาแพทย์แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับมา ดังนั้นช่วงนี้อยู่ระหว่างการส่งยาจำนวน 13 เม็ด ที่ผ่าได้จากกระเพาะสุนัข ไปให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา ตรวจสอบก่อนว่าเป็นยาชนิดใด และเป็นอันตรายกับสุนัขถึงกับทำให้ตายได้หรือไม่ ซึ่งจะพยายามเร่งรัดให้ได้ผลตรวจสอบภายในไม่เกินสัปดาห์หน้า หลังจากได้ผลการตรวจสอบยาแล้ว จึงจะได้ออกหมายเรียกนักศึกษาแพทย์ผู้ก่อเหตุ มาสอบปากคำต่อไป” พ.ต.ท.พิชัย กล่าว

ชงเภสัชวิทยาตัวกลางพิสูจน์

          นายสัตวแพทย์ สรวิช ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยกรณีนักศึกษาแพทย์ทำทารุณกรรมสุนัขของตนเอง โดยให้ยาลดความดันเพื่อให้สุนัขตายระหว่างขนส่ง เพื่อหวังเงินประกัน ว่าต้องใช้กระบวนการเภสัชวิทยามาพิสูจน์ตัวยาดังกล่าว และยาชนิดอื่นอีกหรือไม่ ที่พบในกระเพาะสุนัข ซึ่งเป็นเรื่องใช้การพิสูจน์ทางแล็บว่ายาความดันที่ใช้กับคน แต่นำเอาไปให้สัตว์ จะมีอาการทางเภสัชวิทยา การออกฤทธิ์ของตัวยาอย่างไร และให้ทำไม ให้ได้หรือไม่ ทำไมให้เยอะขนาดนั้น ดำเนินการร่วมกับกระบวนการสอบสวนของตำรวจ ส่งผลสอบสวนให้อัยการฟ้องร้องดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

          “หน่วยงานที่เป็นกลางที่สุดในการพิสูจน์ คือเภสัชวิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจโดยห้องปฏิบัติการ เรื่องการออกฤทธิ์ของยา ปริมาณการใช้ยา ซึ่งในคนอายุต่างกัน ยังใช้ขนาดต่างกัน ทางเภสัชจะตอบได้ถูกต้อง” นายสัตวแพทย์สรวิช กล่าว