
ปชป.ค้าน !! ‘นิรโทษกรรมเหมาเข่ง’ ที่ดินอัลไพน์
ปชป.ค้านออกกฎหมายโอนที่ดินอัลไพน์แบบ ‘นิรโทษกรรมเหมาเข่ง’
11 ก.ย.60 - นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์วัดธรรมิการามวรวิหาร ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ของสำนักงานพระพุทธศาสนาที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นก่อนจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี
"เนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับนี้เรียกได้ว่าเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เพราะเป็นการออกกฎหมายเพื่อให้การโอนที่ดินวัดที่ทำไปโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2533 เป็นเรื่องถูกต้อง และยังกำหนดให้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างๆเกี่ยวกับที่ดินนี้ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย" นายวิรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้กรณีปัญหาที่ดินอัลไพน์ สืบเนื่องจาก นางเนื่อม ชํานาญชาติศักดา ไดทําพินัยกรรม ยกท่ี่ดิน 2 แปลงที่อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รวมเนื้อที่ 924 ไร ใหแกวัดธรรมิการามวรวิหาร จังหวัดประจวบคีรีขันธ และนางเนื่อมได้เสียชีวิตในปี 2514 ที่ดินจึงตกเป็นของวัดตามพินัยกรรม
แต่ต่อมามีปัญหาเพราะในปี 2533 นายเสนาะ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงมหาดไทย มีคําสั่งไมอนุญาตใหวัดธรรมิการามวรวิหารไดมาซึ่งที่ดินมรดกดังกลาว และใหเจาอาวาสโอนมอบใหแกมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อมชวยจัดทําผลประโยชนเพื่อใชในกิจการของวัด ทั้งที่ความจริงไม่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการออกเป็นพระราชบัญญัติ และต่อมาได้มีการโอนขายใหกับบริษัท อัลไพน เรียลเอสเตท จํากัด และบริษัท อัลไพน กอลฟ แอนดสปอรตคลับ จํากัด
ล่าสุดทางกรมที่ดินและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ยกร่างกฎหมายโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์วัดธรรมิการามวรวิหาร ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีเนื้อหาทั้งหมด 5 มาตรา โดยใจความสำคัญอยู่ที่มาตรา 3 และมาตรา 4 คือ ให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอัลไพน์ตามกฎหมายฉบับนี้มีผลตั้งแต่ปี 2533 และให้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างๆเกี่ยวกับที่ดินนี้ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถูกวิพากษณ์วิจารณ์ว่าเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมกระบวนการดำเนินการโอนและจำหน่ายที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้เป็นเรื่องถูกต้องทั้งหมด
นายวิรัตน์ กล่าวว่า หากต้องการจะออกกฎหมายเพื่อเยียวยาชาวบ้านที่มาซื้อที่ดินและได้รับผลกระทบ ก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจน ต้องแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้ที่ได้ที่ดินมาโดยทุจริตหรือมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และกลุ่มที่ได้ที่ดินมาโดยสุจริต คือชาวบ้านที่มาซื้อที่ดินต่อจากบริษัทฯในภายหลัง
“คนที่ได้ที่ดินมาโดยทุจริตก็ต้องถูกฟ้องร้องขับไล่ยึดที่คืน ส่วนคนที่ได้มาโดยสุจริตรัฐก็ต้องเข้าไปดูแล” มือกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
คลิป : 'นิรโทษกรรมเหมาเข่ง' ทางออกมหากาพย์อันไพน์??



