ข่าว

นักสิทธิสตรี จี้สมาคมนักข่าวฯ หาข้อเท็จจริง คดี "บิ๊กสื่อ"

นักสิทธิสตรี จี้สมาคมนักข่าวฯ หาข้อเท็จจริง คดี "บิ๊กสื่อ"

11 ก.ย. 2560

"นักสิทธิสตรี" จี้ สมาคมฯหาข้อเท็จจริง คดี "บิ๊กสื่อ" ละเมิดทางเพศ อย่าปาหี่ หวั่นกระทบความน่าเชื่อถือ แนะนักข่าวส่งสัญญาณ หากพบการปกป้องกันเอง

 ผู้สื่อข่าวรายงานต่อกรณีที่มีกระแสข่าวว่าผู้บริหารองค์กรสื่อมวลชน มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศพนักงานหญิงในสังกัด และ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เตรียมตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง  นักวิชาการด้านสิทธิสตรี อย่าง นางทิชา ณ นคร  ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจาภิเษก  ให้สัมภาษณ์ "คมชัดลึก" เรียกร้องให้องค์กรสื่อมวลชนแสวงหาข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวอย่างจริงใจ และอย่าทำเพื่อปกป้องคนที่รู้จักกัน ว่า องค์กรสื่อมวลชนฐานะที่เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบบุคคลอื่น จำเป็นอย่างยิ่งทีต้องตรวจสอบและหาข้อเท็จจริงต่อกรณีกระแสข่าวดังกล่าวให้ได้ข้อเท็จจริงและมีกระบวนการเอาผิดตามมาตรการหรือระเบียบที่องค์กรสื่อมวลชนกำหนดไว้ อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดขึ้นนั้นตนมองด้วยว่าหากองค์กรสื่อมวลชนไม่สามารถตรวจสอบหรือแสวงหาข้อเท็จจริงให้สังคมรับรู้ได้ จะเป็นผลกระทบต่อความน่าเชื่อขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในระยะยาว และอาจจะหมดความชอบธรรมต่อกระบวนการทำงานของสื่อที่ต้องรับผิดชอบงานด้านการตรวจสอบบุคคลอื่น
 
                นางทิชา ให้ความเห็นต่อกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือแห่งประเทศไทย ด้วยว่า เป็นหลักการขั้นต้นที่ต้องหาข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย แต่การแสวงหาข้อเท็จจริงและนำไปสู่การตรวจสอบนั้นต้องทำอย่างจริงจัง และจริงใจ ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อเป็นพิธีกรรมหากบุคคลที่ถูกกล่าวหานั้นมีตำแหน่งหรือมีสถานะที่สูงกว่า
 
                "คณะกรรมการหาความจริงต้องประกาศให้ชัด ทั้งตัวบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ โดยต้องเลือกบุคคลที่สังคม หรือ สื่อมวลชนภาคสนามให้ความไว้วางใจได้ว่าจะตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เป็นบุคคลที่แต่งตั้งเพื่อปกป้อง หรือฟอกให้กับพวกเดียวกัน ขณะที่การตรวจสอบนั้น ควรแต่งตั้งคนกลางเพื่อไปพูดคุยกับผู้เสียหาย แทนการเรียกผู้เสียหายมาสอบสวนท่ามกลางคณะกรรมการที่นั่งเรียงแถวแบบหน้ากระดาน เพราะอาจทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าพูด ไม่กล้าอธิบาย หรือพูดไม่ครบ เพราะบุคคลที่เชิญมาคุยอาจมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับผู้ถูกกล่าวหา ส่วนคนกลางที่จะตั้งขึ้นเพื่อไปพูดคุยหาข้อมูลนั้นควรเป็นบุคคลที่สื่อมวลชนให้ความเชื่อถือด้วย"" นางทิชา กล่าว
 
                 นางทิชา กล่าวต่อว่า เมื่อได้ข้อมูลแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตัดสินด้วยความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย หรือหากพบว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำจริง ต้องนำเข้าสู่มาตรการที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนตกลงกันไว้ หรือหากไม่มีข้อตกลงกันมาก่อน ต้องพิจารณาร่วมกันว่าหากบุคคลที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรละเมิดคนในองค์กร มาตรการสูงสุดนั้นควรกระทำอย่างไร โดยส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะมีมาตรการกำหนดไว้ หากยังไม่เคยมีมาก่อนเท่ากับว่าองค์กรสื่อหละหลวมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นการตรวจสอบกันเอง
 
                ผู้สื่อข่าวถามถึงจดหมายข่าวของสมาคมนักข่าวฯ ที่สื่อไปยังนักข่าวภาคสนามว่าระวังการนำเสนอข้อมูลหรือวิจารณ์ไปเกินขอบเขต สะท้อนผลการทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงบางอย่างหรือไม่ นางทิชา กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติที่คนที่รู้จักกัน หรือใกล้ชิดกันต้องปกป้อง แต่นักข่าวภาคสนามไม่มีความจำเป็นต้องเชื่อฟัง ทั้งนี้อย่าลืมว่ากระแสข่าวที่เกิดขึ้น ภาคส่วนของสังคมได้จับตาผลการทำงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าวเช่นกัน
 
                "คนข่าวภาคสนามหากจับสัญญาณได้ ก็ควรส่งสัญญาณอย่างกล้าหาญบอกเขาไปด้วยว่าหากเขาไม่ทำงานนี้ให้เกิดข้อเท็จจริงจริงจังและน่าเชื่อถือ อาจกระทบต่อความชอบธรรมและความเชื่อถือจากสังคมกรณีที่จะไปตรวจสอบบุคคลอื่นได้ และที่สำคัญสังคมจะฝากความหวังไว้กับใครได้อีก ในเมื่อเรื่องภายในองค์กรของตัวเองยังจัดการไม่ได้" นางทิชา กล่าว
---------