
คลังเผย"เอดีบี"ห่วงปัจจัยการเมือง
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย คาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าเติบโตร้อยละ 3 ส่วนจีดีพีจะติดลบ 3.2 ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่อการส่งออก และปัญหาการเมืองในเมืองไทย
นายฌอง ปีแอร์ เวอร์บีสท์ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประจำประเทศไทย กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยว่า ความวุ่นวายทางการเมืองของไทยยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญและน่ากังวลที่สุด อาจทำให้โครงการพัฒนาประเทศในทุกเรื่องชะลอตัวช้าลงและส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเอดีบีได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การหดตัวของจีดีพีไทยปีนี้มากขึ้น จากเดิมที่ประเมินไว้ต้นปีว่าจะหดตัว 2% เพิ่มเป็นหดตัว 3.2% เนื่องจากต้นปียังไม่มีข้อมูลครบถ้วน
“เมื่อดูรายไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีก่อน เศรษฐกิจไทยดิ่งแล้ว และเกิดสภาพหดตัวต่อเนื่องช่วงครึ่งแรกปีนี้ แต่มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจเริ่มผงกหัว ทำให้ไตรมาสสุดท้ายปีนี้เศรษฐกิจน่าจะเริ่มขยายตัว แต่ไตรมาส 4 ปีก่อนเศรษฐกิจหดตัวมากทำให้ไตรมาส 4 ปีนี้ จึงหดตัวไม่มากเหมือนไตรมาสสุดท้ายปีก่อน เฉลี่ยทั้งปีจีดีพีไทยจึงหดตัวอยู่ที่ประมาณ 3.2%” นายเวอร์บีสท์ กล่าว
สำหรับความเสี่ยงของไทยก็เหมือนประเทศอื่น โดยมีปัจจัยเสี่ยง 2 เรื่อง ได้แก่ ปัจจัยภายนอก เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นจะกระทบต่อการส่งออก และยังมีความเสี่ยงในประเทศกรณีการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหยุดเร็วเกินไปแทนที่จะกระตุ้นต่อเนื่อง สำหรับไทยแล้วน่าจะเป็นเหตุผลที่ว่าไม่ใช่หยุดใช้นโยบายเร็วเกินไป แต่เป็นการหยุดชะงักด้วยเหตุผลอื่นบางอย่าง รวมทั้งการสะดุดหยุดชะงักทางการเมือง ที่ส่งผลต่อการดำเนินการตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียล่าสุดระบุด้วยว่า สถานการณ์การเมืองในประเทศเพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจไทยนอกเหนือจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทำให้โดยรวมแล้วผลผลิตทางเศรษฐกิจของไทยครึ่งแรกปีนี้ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการหดตัวที่รุนแรงลำดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน
นายเอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ คณบดีนิด้า บิสซิเนส สคูล กล่าวว่า จากการประเมินภาวะเศรษฐกิจ พบว่าประเทศในกลุ่มเอเชีย ไทยเป็นประเทศที่มีระดับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่ำที่สุด ประเมินว่าประเทศไทยสอบตกในการแก้ไขปัญหาถดถอยของวิกฤติเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระยะต่อไปที่รัฐบาลมีโครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมีข้อเสนอว่า ให้เน้นการลงทุนที่ก่อให้เกิดรายได้กลับมา เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะหารายได้มาชำระหนี้ที่ก่อขึ้นในอนาคต ซึ่งการลงทุนที่เห็นว่ามีประสิทธิภาพในขณะนี้คือ การลงทุนระบบขนส่ง ระบบชลประทาน และพลังงานทดแทน



