
แม่บ้านไทยในญี่ปุ่นตั้งใจกลับมากราบในหลวง ร. 9
พระบาทก้าวไปทิศใด ความทุกข์ร้อน ก็บรรเทาไพร่ฟ้าหายทุกข์หายเศร้า
วันที่ 11 กันยายน 2560 บรรยากาศในพระบรมมหาราชวังซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ เป็นวันที่ 313 แม้ว่าจะเป็นวันทำงานปกติและมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แต่ก็ยังมีประชาชนทุกเพศทุกวัย แต่งกายด้วยชุดดำสุภาพเข้าแถวรอกราบพระบรมศพตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
วันเพ็ญ ซาซากี้ ซันเช่ช์
นางวันเพ็ญ ซาซากี้ ซันเช่ช์ อายุ 53 ปี อาชีพ แม่บ้าน ในเมือง Kawasaki ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตั้งใจบินกลับมากราบสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 เผยความรู้สึก หลังได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพว่า ความรู้สึกในการได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพมีทั้งความรู้สึกโศกเศร้าเศร้า คิดถึงพระองค์ท่านเหลือเกิน แต่ก็ปราบปลื้มตื้นตันใจ ที่คนสามัญชนได้รับโอกาสให้ได้เข้าไปถวายความอาลัย ได้อยู่ใกล้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ถือเป็นบุญของชีวิต นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้
“ความประทับใจที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 คงอธิบายไม่จบสิ้น เพราะด้วยพระบารมีของพระองค์ ที่ทรงเมตตาทำเพื่อพสกนิกรชาวไทย มีมากมายเหลือเกิน หากเป็นสิ่งที่เราเห็นเราสัมผัสกันได้เสมอ ก็เป็นเรื่องการทรงงาน ของพระองค์ท่าน ภาพชินตาตั้งแต่เล็กจนโต คือพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทุกถิ่นในประเทศไทย พระบาทก้าวไปทิศใด ความทุกข์ร้อน ก็บรรเทาไพร่ฟ้าหายทุกข์หายเศร้า พระเสโทของพระองค์ เปรียบหยาดน้ำทิพย์ชโลมขวัญ พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย เพื่อคลายทุกข์ร้อนให้พสกนิกรของพระองค์ในทุกด้านจริงๆ นอกจากพระราชกรณียกิจมากมายที่ทรงทำเพื่อพวกเราคนไทย พระองค์ยังทรงเป็นแบบอย่างของความดีทั้งปวง ทรงปกครองตามหลักทศพิธราชธรรม อย่างงดงาม ถ้าพูดแบบคำสามัญชนคือเรารู้สึกรักและบูชาความดีของพระองค์ท่านในทุกด้าน เป็นบุญนักที่ได้เกิดมาในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ค่ะ” นางวันเพ็ญ กล่าว
ทั้งนี้ นางวันเพ็ญ เผยอีกว่า หลักปรัชญาคำสอนที่นำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของตัวเอง อย่างแรกเลยคือความกตัญญู พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่งดงามเสมอ ในการดูแลสมเด็จย่า(สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ตัวเราก็ตั้งใจทำหน้าที่ลูกให้ดีที่สุด ดังที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างรวมถึงบทบาทการเป็นแม่ที่ดีของลูกด้วย อีกคำสอนที่ยึดเป็นหลักเสมอคือแบบอย่างในด้านความเพียรของพระองค์ ซึ่งมีอิธิพลกับใจเรามาก ไม่ว่าจะเจออุปสรรค์ใด ก็ไม่อยากถอดใจง่ายๆ จนกว่าภารกิจนั้นจะสำเร็จ ใช้ชีวิตพอดีแบบพอเพียง
สุพรรณี ตันเอี่ยม
ขณะที่ นางสาวสุพรรณี ตันเอี่ยม อายุ 43 ปี พนักงานบริษัท ตั้งแต่เล็กจนโตได้ตั้งจิตอธิฐานขอให้ได้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สักครั้งในชีวิต เพื่อเป็นสิริมงคลให้แก่ตัวเองและครอบครัว ด้วยเพราะได้มีโอกาสได้เห็นพระองค์ท่านทรงงาน พระราชทานโครงการพระราชดำริกำเนิดเป็นโครงการต่างๆ และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารอย่างต่อเนื่องในช่วงข่าวพระราชสำนักผ่านทางโทรทัศน์ทุกวัน ตอนเด็กๆ ยังเคยคิดว่าพระองค์ท่านไม่เหนื่อยบ้างเลยหรืออย่างไร แต่พอโตขึ้นมายิ่งได้รับรู้ถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านได้ทรงโครงการต่างๆ และปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการเป็นคนดีและพึ่งพาตัวเองให้พวกเราลูกหลานชาวไทยได้เป็นหลักนำทางชีวิต ยิ่งรู้สึกภูมิในที่ได้เกิดในรัชสมัยที่พระองค์อย่างหาที่สุดมิได้
“แล้วคำอธิฐานก็เป็นจริง เมื่อมีโอกาสได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นครั้งแรกแม้จะเป็นเพียงโอกาสที่เข้าเฝ้าฯ ในช่วงสั้นๆ ในขณะที่อยู่ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังนั้น แต่ทุกวินาทีที่ได้อยู่เบื้องหน้าพระบรมโกศสร้างความปลื้มปิติเป็นอย่างมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ทำในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจ และเป็นช่วงเวลาเดียวเช่นกันที่กั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่กับการเสียใจอย่างหาที่สุดมิได้เช่นกัน ที่วันนี้พระองค์ท่านจากพวกเราไปแล้ว หลังจากได้กราบสักการะพระบรมศพเรียบร้อยแล้ว สิ่งเดียวที่จะตอบแทนในคำอธิฐานที่มอบให้เป็นมงคลแก่ชีวิตในครั้งนี้ คือตั้งใจจะปฎิบัติตัวเป็นคนดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ โดยจะเป็นคนกัตญญูรู้คุณ รู้จักพอเพียง และช่วยเหลือผู้อื่น ดั่งที่พระพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เคยพระราชทานพระบรมราโชวาทในวาระต่างๆ และปฎิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่างเสมอมา” นางสาวสุพรรณี กล่าวด้วยน้ำเสียงแห่งความตื้นตันใจ



