
"หมอเลี๊ยบขึ้นศาลเป็นพยานคดียึดทรัพย์7.6หมื่นล้าน
หมอเลี๊ยบ ขึ้นศาลเป็นพยานให้นายเก่า คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน แจงยุคทักษิณ ออกกฎหมายแปลงส่วนบางรายได้กิจโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพสามิต ชอบด้วย รธน. ขณะที่เป็นเรื่องด่วนการรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจ ปัดออกกฎหมายกีดกันบริษัทอื่น
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันที่ 22 ก.ย.52 เวลา 09.30 น. นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน นัดไต่สวนพยานคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 ที่อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัว รวมทั้งผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน รวม 22 ราย จำนวน 76,000 ล้านบาท เศษตกเป็นขอแผ่นดิน เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ โดยขณะดำรงตำแหน่งใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
โดยวันนี้ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเบิกความสรุปเกี่ยวกับการออกกฎหมายเก็บภาษีสรรพสามิตว่า การออก พ.ร.ก.แปลงส่วนแบ่งรายได้เป็นภาษีสรรพสามิต และให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิต จากส่วนแบ่งรายได้ของกิจการโทรคมนาคม ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อีกทั้งการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าว ทำให้กระทรวงการคลังมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ล้านบาท การจัดเก็บภาษีไม่ใช่การแปรสัญญาร่วมการงานรัฐวิสาหกิจ และไม่ใช่การกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ หรือเอื้อประโยชน์ในธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการอนุมัติจัดหาดาวเทียมใหม่แทนดาวเทียมไทยคมที่เสียอยู่แต่อย่างใด



