
ผู้ต้องหา ‘พูดเพื่อเสรีภาพฯ’ ปัดปรับทัศนคติแลกยุติคดี
ผู้ต้องหาปฏิเสธเข้าปรับทัศนคติจากทหารแลกยุติดำเนินคดี ชี้ มหาวิทยาลัยคือพื้นที่วิชาการ การจัดกิจกรรมเป็นสิทธิเสรีภาพที่ทำได้
8 ก.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น นัดส่งตัวผู้ต้องหาทั้ง 11 คน ประกอบด้วย นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา , นายอาคม ศรีบุตตะ และนายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ นักกิจกรรมกลุ่มดาวดิน , นายณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์ และนายเอ (นามสมมติ) นักกิจกรรมกลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่ , น.ส.ณัฐพร อาจหาญ นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม , รศ.นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย , ผศ.พรรณวดี ตันติศิรินทร์ อดีตอาจารย์บัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น , น.ส.ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ , น.ส.นีรนุช เนียมทรัพย์ เจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และนายรังสิมันต์ โรม สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ปฏิเสธที่จะเข้ากระบวนการตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นคดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ซึ่งไม่มีความชอบธรรมในการออกคำสั่งมาตั้งแต่ต้น พร้อมสำนวนคดีให้อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 23 (มทบ.23) เพื่อพิจารณาสั่งคดี หลังจากคณะพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้อง กรณีที่ พ.ต.ต.จีรัฐกุล จรัสกมลพงศ์ แจ้งความให้ดำเนินคดี นายจตุภัทร์กับพวก รวม 11 คน โดยกล่าวหาว่า ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จากกิจกรรม ‘พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน?’ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2559 ที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา
น.ส.ณัฐพร หนึ่งในผู้ต้องหา กล่าวว่า อัยการศาล มทบ.23 ได้นัดผู้ต้องหาทั้งหมดไปฟังผลการสั่งคดี วันที่ 16 ต.ค. นี้ เวลา 09.00 น. โดยให้ผู้ต้องหาเตรียมหลักทรัพย์ประกันตัวมาด้วย คนละ 20,000 บาท ในกรณีที่อัยการมีคำสั่งฟ้อง และส่งฟ้องต่อศาล มทบ.23 ในวันนั้น โดยก่อนหน้านี้ทางอัยการศาล มทบ.23 ได้ชี้แจงผู้ต้องหาทั้งหมดว่า หากสมัครใจเข้ารับการอบรมหรือปรับทัศนคติจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย คดีก็จะยุติลง ไม่ต้องส่งฟ้องและเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี โดยอาศัยเงื่อนไขตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 วรรค 2 ซึ่งระบุว่า ผู้กระทำความผิด มั่วสุมชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ที่สมัครใจเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน และเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเห็นสมควรปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไข หรือไม่มีเงื่อนไข ให้ถือว่าคดีเลิกกันตาม มาตรา 37 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งตนและผู้ต้องหาส่วนใหญ่ยังไม่แสดงความประสงค์ที่จะเข้ารับการอบรมดังกล่าว
“การเข้าร่วมการอบรมปรับทัศนคติก็เท่ากับเป็นการรับสารภาพว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นเรื่องที่ผิดตามที่ถูกกล่าวหา และไม่มีหลักประกันว่าเราจะไม่ถูกดำเนินคดีโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ซึ่งเรายืนยันในหลักการมาโดยตลอดว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นสามารถทำได้ เพราะเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ โดยเฉพาะเรื่องของรัฐธรรมนูญที่จะถูกนำไปใช้เป็นกฎหมายต่อคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งก่อนที่จะมีการจัดงานที่ขอนแก่น ก็มีการจัดงานในลักษณะเดียวกันที่ กทม. แต่ที่นั่นก็ไม่มีการดำเนินคดีแต่อย่างใด การดำเนินคดีกับผู้จัดกิจกรรมยังเป็นความย้อนแย้งของรัฐบาลที่กล่าวต่อเวทีสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2559 ว่า จะเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นต่อการออกเสียงประชามติในระหว่างการลงประชามติในไทย แต่การจัดกิจกรรมกลับถูกตั้งข้อหาตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เราจึงตั้งคำถามว่า กระบวนการเหล่านี้คืออะไรกันแน่ ซึ่งหากเรายอมรับเงื่อนไขนี้ ก็เท่ากับเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดเพี้ยนให้กับสังคม”
รศ.นพ.เชิดชัย กล่าวว่า การตั้งข้อหาดังกล่าวเป็นการตั้งข้อหาแบบหว่านแห เพราะในวันจัดกิจกรรมตนไม่ได้ตั้งใจที่จะไปเข้าร่วม ไม่ทราบแม้กระทั่งชื่อเวที ซึ่งตนมีนัดผ่าตัดที่ศูนย์หัวใจ รพ.ศรีนครินทร์ ในวันเดียวกันกับที่ผู้สื่อข่าวจาก E.U. ได้ขอสัมภาษณ์ในประเด็นที่นักศึกษาจัดกิจกรรม ตนจึงรับนัดให้สัมภาษณ์บริเวณนั้น แต่กลับถูกเหมารวมว่าชุมนุมทางการเมือง ทั้งๆ ที่บริเวณจัดงานเป็นสถานศึกษา เป็นพื้นที่ที่ควรจะมีอิสระทางวิชาการ แต่กลับกลายเป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผล และตนก็ให้การปฏิเสธในข้อหานั้นด้วย
“มีการตั้งข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ช่วงที่จัดกิจกรรมก็เป็นช่วงที่กำลังจะมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นใครรณรงค์ในมหาวิทยาลัยในเชิงวิชาการมันก็ยิ่งดี และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการร่างฯ รวมทั้ง คสช. ที่บอกว่า ต้องการให้ประชาชนรับข้อมูลอย่างกว้างขวาง แล้วไปตัดสินใจเองว่า จะรับหรือไม่รับ ซึ่งก็เป็นนโยบายอยู่แล้ว แต่พอมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนกลับกลายเป็นภัยต่อความมั่นคง ผมไม่ได้จะเชียร์เด็กหรือนักศึกษาที่เขาจัดกิจกรรม เพราะผมไม่ได้รู้จักกับเขา แต่มองว่าการดำเนินคดีกับการจัดกิจกรรม เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
สำหรับกิจกรรม ‘พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน?’ จัดขึ้นโดยนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่อีสาน ร่วมกับกลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่ ในช่วงก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออภิปรายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ ซึ่งในช่วงดังกล่าวมีการจัดงานในลักษณะเดียวกันนี้จากทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางการเรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช. สร้างบรรยากาศการลงประชามติที่ ‘Free and Fair’ คือทุกฝ่ายแสดงความเห็นได้อย่างอิสระและเท่าเทียมกัน แต่มีกิจกรรมนี้เพียงกิจกรรมเดียวที่ผู้จัดงานและผู้เข้าร่วม ตลอดจนผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนถูกดำเนินคดี



