ข่าว

ปปช.เลื่อนชี้มูลคดีเขาพระวิหารเป็น29ก.ย.นี้

ปปช.เลื่อนชี้มูลคดีเขาพระวิหารเป็น29ก.ย.นี้

22 ก.ย. 2552

"สมลักษณ์"มั่นใจสำนวนคดีเขาพระวิหารสมบูรณ์ พร้อมชี้มูลความผิดได้ ยันปปช.ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ด้าน "เมธี" เผยพบสำนวนยังมีจุดบกพร่อง เตรียมเสนอให้เลื่อนการชี้มูลออกไปก่อน ส.ว.แนะเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านภูมิซรอลยกเหตุเป็นภาษาเขมร “ประพาส” ย้ำต.ค.นี้สร้างมวล

เมื่อเวลา 13.30 น .วันที่ 22 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษก แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีวาระพิจารณาสำนวนการไต่สวนคดีถอดถอนรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช กรณีออกมติ ครม.สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ว่า การประชุมในวันนี้ (22 ก.ย.) ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาผู้ถูกกล่าวหาไปแล้ว 12 คน เหลือที่จะต้องพิจารณาอีก 32 คน

ซึ่งผู้ถูกกล่าวหามีถึง 44 คนประกอบกับต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลทำให้อาจจะต้องใช้เวลา อีกทั้งในช่วงบ่ายนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ติดภารกิจไปเป็นคณะกรรมการสรรหา ส.ว. แทนตำแหน่งที่ว่าง ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต .) โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติจะพิจารณาคดีเขาพระวิหารต่ออีกครั้งในวันที่ 29 ก.ย. นี้ และเชื่อว่าจะสามารถชี้มูลความผิดในวันดังกล่าวได้

 “ มั่นใจว่าในวันที่ 29 ก.ย.นี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะพิจารณาและชี้มูลความผิดได้ ซึ่งการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องดูเอกสารและถ้อยคำที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจงกับคณะกรรมการทั้งหมด จากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะนำข้อเท็จจริงที่ได้มาวินิจฉัย โดยแยกเป็นประเด็นไป จากนั้นจึงจะมาลงมติว่ามีมูลความผิดหรือไม่ ซึ่งเราต้องดูตามข้อเท็จจริงว่าแถลงการณ์ร่วมต้องมีการนำเสนอต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผูกพันทุกองค์กร แต่ในส่วนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนมีความผิดทางอาญาหรือไม่ หรือมีความผิดเกี่ยวกับเรื่องการถอดถอน ” นายกล้านรงค์ กล่าว

 นายกล้านรงค์ กล่าวว่า เมื่อดูจากสำนวนการไต่สวนพบว่าข้อมูลครบถ้วนเรียบร้อย ส่วนที่ตนต้องมาแถลงในวันนี้ เพราะต้องการชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งยืนยันว่าเราไม่ได้มีการเลื่อน แต่เรามีขั้นตอนในการดำเนินการ โดยต้องพิจารณาความผิดเป็นรายบุคคลว่าได้กระทำการอย่างใดหรือไม่ เนื่องจากมีการร้องมา 2 ประเด็น คือให้ดำเนินการทางคดีอาญาและการให้ดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่ง

 ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะพิจารณาชี้มูลความผิดนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.การ ต่างประเทศเพียงคนเดียวเท่านั้น นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ยังไม่ได้มีการหารือ ประกอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ได้พิจารณาผู้ถูกร้องทั้ง 44 คน ส่วนกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับ ป.ป.ช. นั้น ตามกฎหมายก็ถือว่านายสมัครไม่ติดใจที่จะชี้แจงข้อกล่าวหา

 "สมลักษณ์"มั่นใจสำนวนคดีเขาพระวิหารสมบูรณ์
 
            ที่สำนักงานป.ป.ช. เมื่อเวลา 08.30 น. น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการป.ป.ช. ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนการไต่สวนคดีถอดถอนรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช กรณีออกมติ ครม.สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กล่าวก่อนการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า มั่นใจว่าข้อมูลสำนวนคดีที่คณะทำงานรวบรวมมานั้น ครบถ้วนสมบูรณ์ และจะสามารถชี้มูลความผิดได้ในวันนี้ (22 ก.ย.) แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ ว่าจะมีมติเป็นอย่างไร และถึงแม้ว่านายสมัคร จะเป็นผู้ถูกกล่าวหาเพียงคนเดียวที่ไม่ได้มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก็คิดว่าไม่เป็นปัญหาในข้อกฎหมาย หรือจะทำให้สำนวนไม่ครบถ้วน เพราะถือว่านายสมัครไม่ติดใจมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเอง
 
              น.ส.สมลักษณ์ กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และในการพิจารณาชี้มูลความผิดนั้น ก็จะดูที่เจตนาเป็นหลัก ยืนยันว่าการทำงานในคดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ได้เร่งรัดคดี เพราะได้ทำตามขั้นตอนของกฎหมายทุกอย่าง

               ด้านนายเมธี ครองแก้ว กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ได้ดูข้อมูลสำนวนคดีที่คณะทำงานฯได้สรุปมาแล้ว พบว่าสำนวนคดียังมีบางจุดที่ไม่สมบูรณ์  จึงจะเสนอขอให้ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน  แต่ก็ขึ้นอยู่กับกรรมการ ป.ป.ช.แต่ละคน ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งหากเลื่อนการพิจารณาชี้มูลออกไปก็เชื่อว่าจะไม่เกินวันที่ 24 ก.ย.นี้

ส.ว.แนะเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านภูมิซรอลยกเหตุเป็นภาษาเขมร 

ที่โรงแรมสยามซิตี้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทพระวิหาร ได้จัดสัมมนาเรื่อง “แสวงหาความจริง  แผ่นดินเขาพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่กรกฎาคม 2505 - 2552 ” โดยมีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. นายสมปอง สุจริตกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมเป็นวิทยากร ขณะที่นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้ตั้งข้อสังเกตว่ากรณีพิพาทเรื่องเขาพระวิหารระหว่างไทย-กัมพูชา ที่สุดมาสู่โต๊ะเจรจา แต่ไม่แน่ใจว่ากระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาล จะเสียเปรียบในการเจรจาหรือไม่ หากเกิดการขัดแย้งกับกัมพูชาแล้วก้าวเลยไปสู่พหุภาคีแล้ว เรื่องอาจกลับไปสู่ศาลโลกอีกครั้ง ไทยจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบก็ยังไม่รู้ แต่ตนมองว่าไทยอาจมีโอกาสเสียเปรียบ เพราะมีเอกสารจำนวนมากที่จะต้องทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการบันทึกเอ็มโอยู ที่มีผลให้ไทยต้องยอมรับในแผนที่ไปโดยปริยาย

 ด้านนายไพบูลย์ กล่าวว่า เรื่องการเจรจาปักปันเขตแดนนั้น ตนไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเจรจาอีก เพราะเรื่องมันจบมาตั้งแต่ปี 1907 แล้ว ถ้าปักปันอีกเราต้องเสียดินแดน โดยอาจต้องเสียไปถึงสายน้ำ ภูเขา สิ่งปลูกสร้างต่างๆได้ เรื่องนี้ควรตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา เพื่อพิสูจน์เขตแดนทั้ง 73 หลักให้ได้ก่อน โดยไม่เกี่ยวกับตัวเขาพระวิหาร โดยให้ทั้ง 2 ฝ่าย ต้องออกจากพื้นที่ แต่หากทางเขมรจะเข้ามาในพื้นที่ ต้องมาขึ้นทะเบียนกับทางไทย และต้องให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปให้หมด แล้วเราจึงจะถอนทหารออกมา ถ้าไม่ได้ก็ต้องเพิ่มกำลังทหารเข้าไป ตนอยากให้เปิดอุทยานเขาพระวิหารให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปเที่ยว และให้พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่สาธารณะ ให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ต้องพิจารณาแยกพื้นที่นั้นออกจากหมู่บ้านภูมิซรอล แล้วควรเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่ เพราะชื่อนี้เป็นภาษาเขมร ที่แปลเป็นๆไทยว่าแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ แสดงว่าประชาชนชาวเขมรอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่ประชาชนไทยสมบูรณ์

 นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการเพิกถอนสิทธิ์ ตามพระราชกฤษฎีกามาตรา 7 เพื่อให้คนออกจากพื้นที่ รัฐบาลสามารถทำเป็นโฉนดชุมชนตามนโยบายใหม่ของรัฐบาลชุดนี้ที่มีความถนัดอยู่แล้ว ตนจะเรียกร้องต่อรัฐบาลโดยเสนอให้มีการทบทวนเรื่องอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ปล่อยให้ฝ่ายกัมพูชามายึดถือครองแต่ฝ่ายเดียว ขณะที่ประชาชนชาวไทยทำอะไรไม่ได้เลย โดยเฉพาะททท. ที่ชอบออกมาระบุว่าทำให้เสียบรรยากาศการท่องเที่ยว แต่หากปล่อยอย่างนี้ปราสาทพระวิหารจะกลายเป็นทัศนียภาพที่สวยงามของกัมพูชาฝ่ายเดียว นอกจากนี้ตนจะติดตามใกล้ชิดว่า ขณะนี้นายสุวรรณ วัฒนพิทักษ์พงศ์ อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ที่โดนคำสั่งย้ายเพราะปล่อยให้การ์ดกลุ่มพันธมิตรฯ ขึ้นไปยึดที่ทำการสำนักอุทยานที่ผ่านมา ว่าขณะนี้โดนย้ายไปอยู่ที่ไหน    

 ขณะที่นายคำนูณกล่าวเสริมว่า คนไทยมีความรู้สึกรักชาติทุกคน นโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ทุกรัฐบาลไม่ค่อยสนใจกับปัญหานี้ ถ้าเรื่องนี้ไม่ได้รับการพิจารณาจากรัฐบาล โดยปล่อยให้อีกฝ่ายดันเข้ามา ต้องให้คนของเราออก ถ้าเป็นเช่นนี้ก็แพ้อย่างเห็นๆ แล้วปล่อยให้เขมรอยู่ต่อไป การผลักดันชุมชนชาวเขมรออกจากพื้นที่ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องทำ ซึ่งตนเชื่อว่ามีหลายวิธี 1. ให้ประท้วงอย่างเป็นทางการ 2. ใช้กำลังทหารผลักดันเพื่อเพิ่มพลังการเจรจาของทางฝ่ายไทย

 นายสมปอง กล่าวว่า ในการประท้วงเพื่อจะรักษาดินแดน ควรทำด้วยวาจา แต่หากไม่เกิดผลก็ต้องทำอกเหนือจากการประท้วงด้วยมาตรการอื่น เพื่อเป็นแรงกดดันบีบบังคับให้คนกัมพูชาออกจากพื้นที่ที่เป็นของไทย แต่เรื่องนี้ต้องกำหนดมาตรการเป็นขั้นตอน และต้องดำเนินการเด็ดขาดโดยเร็ว

“ประพาส” ย้ำต.ค.นี้สร้างมวลชนตามแนวชายแดนทวงคืนอีก

 นายประพาส  โงกสูงเนิน ประธานสภาประชาชน 4 ภาค กล่าวว่า จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางมาทวงคืนพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร จำนวน 4.6 ตารางกิโลเมตร  หรือ 2,800 ไร่ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกับชาวบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และมีการประกาศเจตนารมณ์ 2 ข้อ บริเวณผามออีแดง เขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งจากการดำเนินการเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง สภาประชาชนไม่ต้องการเห็นความรุนแรง โดยได้ใช้วิธีการเจรจากับชาวบ้านจาก 15 หมู่บ้านที่ติดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อทำความเข้าใจและร่วมกันหาวิธีการที่จะเอาพื้นที่คืน

 กระทั่งกลุ่มพันธมิตรฯ นำมวลชนจำนวนมากเดินทางมาทวงคืนเขาพระวิหาร ซึ่งมีกลุ่มนักรบศรีวิชัย และประชาชนบางส่วนดูถูกเหยียดหยามชาวบ้านในพื้นที่ว่า “พวกคนไทยหัวใจเขมร” ซึ่งคำพูดนี้ทำให้ชาวบ้านภูมิซรอลไม่พอใจมาก จึงรวบรวมคนเพื่อจะสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มพันธมิตรขึ้นไปบนเขาพระวิหารได้  ซึ่งการพูดเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่เองก็ต้องการที่จะทวงคืนดินแดนเช่นกัน และรู้ข้อมูลว่าจุดใดที่เขมรลุกล้ำเข้ามาจนทำให้สูญเสียดินแดน จุดใดมีกับระเบิด  ไม่ใช่การขนมวลชนมาเพื่อแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน แล้วประกาศว่าตัวเองชนะ สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่อยู่กันอย่างยากลำบากมากขึ้น เพราะเป็นคนในพื้นที่ ไม่ใช่มาเพียงไม่กี่วันแล้วก็เดินทางกลับ แต่ความเดือดร้อนที่จะตามมาคือชาวบ้านภูมิซรอล

 “เราพยายามใช้วิธีการเจรจากับชาวบ้านในพื้นที่ สร้างความเข้าใจเพื่อรวบรวมมวลชนให้ลุกขึ้นมาทวงคืนพื้นแผ่นดินที่ถูกเขมรลุกล้ำเข้ามา ซึ่งชาวบ้านที่อยู่ติดชายแดนกว่า 700 กม. ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 7 จังหวัด หากจะมีการเคลื่อนไหวก็จะเคลื่อนร่วมกันทั้ง ไม่ใช้มาประกาศเจตนารมณ์เช่นนี้ ซึ่งคนที่อยู่นอกพื้นที่ไม่รู้ปัญหา และไม่เข้าใจวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันตามแนวชายแดน”

 นายประพาส กล่าวว่า  พันธมิตรควรจะเข้ามาสร้างมวลชนในชุมชนที่อยู่ติดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กว่า 700 กม. จาก อ.น้ำยืน อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี อ.กันทรลักษ์ อ.ขุนหาญ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ อ.บัวเชด อ.กาบเชิง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ อ.บ้านกรวด อ.ละหานทราย อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ อ.ตาพระยา อ.โคกสูง อ.อรัญประเทศ อ.คลองหาด จ.สระแก้ว อ.วังสมบูรณ์ อ.สอยดาว อ.โป่งน้ำร้อง อ.มะขาม อ.บ่อไร่ จ.จันทบุรี อ.เมือง อ.คลองหาด อ.เกาะกูด จ.ตราด ตามหลักปักปันเขตแดนปริศนา 73 หลัก ปรากฏลุกพื้นที่ประเทศไทยเข้ามา รวมพื้นที่ที่ประเทศไทยต้องสูญเสีย ไปเฉพาะการนี้ประมาณ 1,800,000 ไร่ เสียก่อน ไม่ควรกระทำการเช่นนี้เพราะจะทำให้สูญเสียมวลชนซึ่งเป็นคนในพื้นที่ที่รู้ข้อมูลเป็นอย่างดี วิธีการเหล่านี้จะไม่ส่งผลให้เกิดการปะทะกันระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

 ทั้งนี้ที่สำคัญคือนักการเมืองระดับประเทศ และนักการเมืองท้องถิ่นไม่ควรปลุกปั่นชาวบ้าน และขนชายฉกรรจ์ คนหนุ่ม ออกมาเพื่อต้องการจะสกัดกั้นกลุ่มพันธมิตรจนนำไปสู่การใช้กำลัง และส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่ายจำนวนมาก ซึ่งการกระทำเช่นนี้เพียงเพื่อต้องการจะประโคมข่าวเพื่อกลบเกลื่อนการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ ลานพระบรมรูปทรงม้า กรุงเทพมหานคร

 จากนี้ต่อไปสภาประชาชน 4 ภาค จะดำเนินการตามโครงการ “หยุดสงครามสี จงสามัคคี ปกป้องแผ่นดิน” ซึ่งจะมีการเจรจากับผู้นำชุมชน และประชาชน ทั้ง 15 หมู่บ้าน ในอ.กันทรลักษ์ เพื่อระดมความคิดเห็นกรณีการลุกล้ำเขตแดนที่เขมรเข้ามาปักหลังอยู่บริเวณพื้นที่ 4.5 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พี่น้องชาวภูมิซรอลต้องการจะทวงคืนอยู่แล้ว จากนั้นจะมีการทำประชาคมในเดือนตุลาคม 2552 นี้ เพื่อกำหนดทิศทางในการเคลื่อนไหวทวงคืนเขาพระวิหารต่อไป และหากพันธมิตรฯต้องการที่จะสนับสนุนขอเป็นเสบียงจะดีกว่าการเดินทางมาเช่นนี้