ข่าว

ประชุมครม.ร่วมไทย-กัมพูชาชื่นมื่น

ประชุมครม.ร่วมไทย-กัมพูชาชื่นมื่น

07 ก.ย. 2560

ประชุมครม.ร่วมไทย-กัมพูชาชื่นมื่น "บิ๊กตู่" ขอสองประเทศกระชับความร่วมมือ "บิ๊กป้อม" เร่งสองฝ่ายส่งรายชื่อผู้ประสานงาน แก้ไขปัญหาด่วนแนวชายแดน



          7 ก.ย. 60 - เมื่อเวลา 11.00 น. อาคารสันติภาพ สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 3 ร่วมกับสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา  และคณะรัฐมนตรีกัมพูชา
          พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดว่า ขณะนี้ไทยกำลังดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และไทยแลนด์ 4.0 รัฐบาลกัมพูชาก็ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์จตุโกณที่มีความสำคัญสอดคล้องกับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขยายเครือข่ายความเชื่อมโยงด้านการคมนาคม การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็ก SMEs และกลุ่ม Start up นอกจากนี้ ไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ โดยขณะนี้ไทยส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาสายอาชีวะ ซึ่งจะผลิตแรงงานที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ 
          พล.ท.วีรชน กล่าวอีกว่า สำหรับการพัฒนาประเทศนั้น ไทยยึดนโยบาย Thailand +1 และเน้นความร่วมมือที่เป็นหุ้นส่วนและเดินหน้าไปด้วยกัน และต้องร่วมกันแก้ปัญหาที่มีอยู่ โดยไม่สร้างปัญหาในวันข้างหน้า ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีหวังว่าการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสอันดีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการกระชับความร่วมมือและแนวทางสร้างผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนของประเทศทั้งสอง
          พล.ท.วีรชน กล่าวต่อไปว่า ขณะที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวให้ข้อคิดเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงว่า การเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ที่ผ่านมามีความร่วมมือระหว่างกันอย่างดียิ่งในทุกระดับ ทั้งระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และแม่ทัพภาค รวมทั้งกลไกทวิภาคี คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และ RBC และการประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งดูแลด้านความมั่นคงชายแดนในส่วนของประชาชนในท้องถิ่นโดยตรง ทำงานอย่างบูรณาการเสริมสร้างพื้นที่ชายแดนให้มีความสงบสุข สองประเทศมีเสถียรภาพ เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบนพื้นฐานของความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน
          "ขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งจัดทำรายชื่อผู้ประสานงาน สำหรับช่องทางการสื่อสารเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน หรือ hotline ในทุกระดับการบังคับบัญชาเพื่อการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนได้อย่างทันท่วงที ​การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ได้สำรวจสภาพและที่ตั้งของหลักเขตแดนไปแล้วทั้งสิ้น 68 หลัก จากจำนวนหลักเขตทั้งสิ้น 73 ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ฝ่ายไทยจัดตั้งหน่วยประสานงานชายแดนด้านยาเสพติด หรือ BLO ประจำการที่จุดผ่อนปรนฯ ช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเตรียมรองรับผลกระทบที่อาจมีขึ้นจากการยกระดับพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดผ่านแดนถาวรในอนาคต" พล.ท.วีรชน กล่าว
          พล.ท.วีรชน กล่าวว่า นอกจากนี้พล.อ.ประวิตรยังระบุว่า สำหรับความคืบหน้าด้านการป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้พะยูง สถิติการลักลอบตัดไม้พะยูงบริเวณชายแดนรวมถึงเหตุการณ์ปะทะอันสืบเนื่องมาจากการลักลอบตัดไม้ดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงขอให้สองฝ่ายจัดการประชุมคณะกรรมการระดับชาติสองฝ่ายในโอกาสแรกเพื่อหารือแนวทางป้องกันปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นการขยายความร่วมมือในรูปแบบใหม่ ขอเสนอให้สองฝ่ายช่วยกันรักษาความสะอาดบริเวณลำคลอง โดยอาจเริ่มต้นจากพื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสำคัญ อันจะช่วยเสริมสร้างภูมิทัศน์ที่สวยงามสำหรับผู้สัญจรข้ามแดนและช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย 
          สำหรับประเด็นความร่วมมือด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายหารือในรายละเอียดต่อไป นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคง เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศไปข้างหน้า ไทยและกัมพูชาจะต้องร่วมมือกันรับมือกับความท้าทายและภัยคุกคามความมั่นคง รวมทั้ง สร้างสรรค์ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม 
          พล.ท.วีรชน กล่าวอีกว่า ส่วนพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ด้านการส่งเสริมการค้าและการลงทุน ใน JCR ครั้งที่ 2 ได้กำหนดเป้าหมายการค้าทวิภาคีไว้ที่ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งเป็นความท้าทาย ในชั้นแรกต้องมุ่งการอำนวยความสะดวกการค้าบริเวณชายแดน โดยเฉพาะการนำเข้าและส่งออกสินค้า และส่งเสริมการนำเข้าสินค้าเกษตรแบบมีสัญญา สำหรับข้อห่วงใยต่อประเด็นสินค้านำผ่านไปยังประเทศที่สาม ในส่วนของพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ทั้งสองประเทศต้องเร่งเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยการขนส่งสินค้าผ่านแดนโดยเร็ว ระหว่างนี้ ต้องใช้ความตกลงในกรอบพหุภาคี ให้เกิดประโยชน์สูง.