
อภิสิทธิ์มั่นใจนักลงทุนสหรัฐเห็นศักยภาพไทย
การประชุมใหญ่สหประชาชาติเปิดฉากขึ้นแล้ว โดยหัวข้อหลักคือเรื่องโลกร้อน
(22ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยภายหลังการหารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน ( lunch on meeting) ร่วมกับผู้แทนบริษัทหลักทรัพย์ของสหรัฐ ในการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 64 ณ นครนิวยอร์ก และการประชุม G-20 Pittsburgh Summit ณ นครพิตส์เบิร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 21-27 กันยายน 2552 ว่า จากการพบปะกับนักลงทุนและผู้แทนบริษัทหลักทรัพย์ สหรัฐทำให้ทราบว่าเขาเห็นว่า ไทยและเอเชียในภาพรวม กำลังฟื้นตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างเร็ว
จึงได้ยืนยันในส่วนของไทยว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นของไทยขึ้นมาเกือบร้อยละ 60 ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มเป็นบวก
นายกรัฐมนตรี ยังชี้แจงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลาง และระยะยาวในโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยเฉพาะเรื่องน้ำ เส้นทางคมนาคม และภาคบริการ และเชื่อมั่นว่า จะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้กับนักลงทุนสหรัฐว่า ไทยกำลังจะมีการลงทุนใหม่เกิดขึ้น
" ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คู่แข่งทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมา แต่โครงสร้างพื้นฐานของไทยถูกละเลย ในรอบ 7 - 8 ปีที่ผ่านมา จะมีเพียงสนามบินนั้นที่เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนมองเห็น คือ หากปล่อยให้โครงสร้างเสื่อมลงเรื่อย ๆ ไม่มีการลงทุนใหม่ จะทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่ง ฉะนั้น การที่ไทยมีแผนชัดเจนจะสามารสร้างความเชื่อมั่นได้ ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
อย่าง ไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นักธุรกิจสหรัฐยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงได้ชี้แจงว่า รัฐบาลมีแผนสู่ความสมานฉันท์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการปฏิรปการเมือง ที่หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่สหรัฐแล้ว จะมีการหารือกับสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง
“ ผมเชื่อว่า นักลงทุนต่างประเทศจะเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน และการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ต้องอยู่ในขอบเขต ฝ่ายบริหารต้องดูแลไม่ให้ลุกลาม หรือละเมิดกฎหมาย ผมเชื่อว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้น และผ่านไปด้วยความเรียบร้อย น่าจะเป็นผลบวกกับประเทศ ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เปิดฉากประชุมยูเอ็นถกหัวข้อหลักคือเรื่องโลกร้อน
ผู้นำจากชาติต่างๆ ราว 100 ชาติรวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทยได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่ 64 ที่นครนิวยอร์กของสหรัฐ โดยประเด็นหลักของการหารือคือ การหาเสียงสนับสนุนเพื่อร่างข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ในการประชุมที่กรุงโคเบนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์กในเดือนธันวาคม ซึ่งจะใช้แทนพิธีสารเกียวโตซึ่งจะหมดอายุลงในปี 2555 ที่ระบุให้ชาติพัฒนาแล้วต้องตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การประชุมยูเอ็นครั้งนี้ และการประชุมสุดยอดจี 20 ที่เมืองพิตสเบิร์กของสหรัฐในปลายสัปดาห์นี้มุ่งจะกดดันสหรัฐและชาติร่ำรวย ให้ร่วมให้คำมั่นในการตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและให้เงินช่วยเหลือหลายพันล้านดอลลาร์กับประเทศกำลังพัฒนา เพื่อติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ และดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ
ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ บัน คี มุนบอกกับผู้แทนชาติต่างๆเมื่อวานนี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำโลกจะขับเคลื่อนทางการเมืองเพื่อเพิ่มระดับของการเจรจาเรื่องข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่
ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบล์ของอังกฤษได้เปิดเผยรายงานฉบับหนึ่งระบุว่า ข้อตกลงโลกร้อนจะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีของโลกราว 0.8 เปอร์เซนต์ภายในปี 2563 เทียบกับจีดีพีเดิม
การประชุมใหญ่ยูเอ็นครั้งนี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่ามีกำหนดจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ด้วย แต่หลายฝ่ายมุ่งความสนใจไปที่ประธานาธิบดีหู จิ่น เทาของจีนว่าจะประกาศมาตรการใหม่เรื่องโลกร้อนหรือไม่ ซึ่งจะทำให้จีนกลายเป็นผู้นำในการต่อสู้กับปัญหานี้ หลังจีนได้กลายเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 1 ของโลกแล้ว



