
"บิ๊กตู่"เมินโพล-ลั่นก้าวข้าม"ทักษิณ-ปู"
“บิ๊กตู่” เมินผลโพล ลั่นก้าวข้้าม"ทักษิณ-ปู" พ้อสื่อไปประชุมตปท.กลับไม่สนใจ “อธิบดีดีเอสไอ” ปัดตั้งธงฟ้อง “โอ๊ค” คดีกรุงไทย หลังแชร์ว่อนเน็ตปมเด้ง"รองอธิบดี"
ความคืบหน้ากรณีเพจเฟซบุ๊กชื่อดังได้เผยแพร่เอกสารร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.)เพื่อร้องทุกข์คำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่สั่งย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยหนังสืออ้างว่าสาเหตุที่ถูกสั่งย้ายเป็นเพราะไม่ยอมแจ้งข้อหา นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหารับของโจรจากคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กลุ่มกฤษดามหานคร เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่าพยานหลักฐานไม่ถึงแต่ข้าราชการระดับสูงของดีเอสไอไม่พอใจต้องการให้สั่งฟ้องไปก่อนแล้วให้ไปแก้ต่างสู้คดีในชั้นศาล
ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เปิดเผยถึงกรณีเพจชื่อดังโพสต์เอกสารและข้อความถึงการสอบสวนคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ให้แก่ กลุ่มกฤษดามหานคร โดยอ้างว่ามีธงสั่งให้เล่นงานให้ฟ้องนายพานทองแท้ว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ในวันนี้ (6 ก.ย.) เวลา 13.30 น. คณะพนักงานสอบสวน ประกอบด้วย อัยการสำนักการสอบสวน พนักงานสอบสวนกองคดีการเงินการธนาคาร และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในฐานะที่ปรึกษาคดีพิเศษมีกำหนดประชุมตรวจสอบหลักฐานในสำนวนคดีว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือไม่ และยังมีประเด็นใดต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีกหรือไม่
“ที่ผ่านมาไม่เคยมีธงในการสอบสวนและได้พูดมาโดยตลอดว่าให้ดำเนินการไปตามพยานหลักฐานหากพบมูลความผิดก็ต้องสั่งฟ้องหรือในกรณีที่ไม่พบมูลความผิดต้องสั่งไม่ฟ้อง และไม่ว่าจะสั่งคดีอย่างไรก็ต้องมีคำตอบอธิบายให้ประชาชนรับฟังได้ว่า เหตุผลในการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องเป็นอย่างไร” อธิบดีดีเอสไอ ระบุ
ส่วนกรณี พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ที่ถูกคำสั่งตามมาตรา 44 ย้ายเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ ได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. ว่าถูกย้ายเพราะไม่ยอมสั่งฟ้องนายพานทองแท้ในคดีฟอกเงินนั้น พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า คำร้องทุกข์ของพ.ต.ท.สมบูรณ์ยังไม่ส่งมาที่ดีเอสไอ จึงยังไม่เห็นรายละเอียดในคำร้อง หากตรวจสอบพบข้อความพาดพิงหรือทำให้องค์กรได้รับความเสียหายก็ต้องฟ้องคดีเพื่อเอาผิด ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยเข้าไปแทรกแซงการสอบสวนคดี
ด้านนายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 กล่าวว่า คณะพนักงานสอบสวนจะประชุมร่วมกันเพื่อตรวจสอบหลักฐานในสำนวนคดีว่ามีครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ ตามที่การประชุมครั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน มีมติให้สอบสวนเพิ่มเติมในหลายประเด็น
สั่งสอบเพิ่มคดีฟอกเงินกรุงไทย
ต่อมานายขจรศักดิ์ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ให้แก่กลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร โดยมีชื่อ นายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นผู้ได้รับเงินจำนวนหนึ่งว่า พนักงานสอบสวนได้ประชุมร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ดีเอสไอ อัยการ และเจ้าหน้าที่จากปปง. ในที่ประชุมได้ร่วมกันตรวจสอบหลักฐานอย่างละเอียดเนื่องจากคดีจะสิ้นสุดอายุความลงในปี 2561 ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่ายังมีบางประเด็นต้องสอบสวนให้เกิดความชัดเจน รวมถึงเส้นทางการเงินต่างๆ โดยกำหนดให้ไปค้นหาหลักฐานมาเสริมเพื่อให้เกิดความรอบคอบเชื่อว่าจะใช้เวลาอีกไม่มาก โดยในชั้นนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเรียกนายพานทองแท้เข้าสอบปากคำเพิ่มเติม
ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่กันในโซเชียลมีเดียว่า คดีนี้มีธงต้องสั่งฟ้องนายพานทองแท้ให้ได้ นายขจรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มีการตั้งธงอะไร คดีต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน และต้องอธิบายกับสังคมให้ได้ว่าผิดเพราะอะไร ไม่ผิดเพราะอะไร การทำหน้าที่ในทางกฎหมาย ถ้าไม่มีหลักฐานแล้วไปดำเนินการเจ้าหน้าที่ก็จะเป็นฝ่ายผิดเสียเอง ในวันนี้จึงต้องประชุมตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของพยานหลักฐาน และได้กำชับเร่งแสวงหาหลักฐานพยานเพิ่มเติมโดยเร็วเพราะคดีจะใกล้หมดอายุความแล้ว ยืนยันว่าจะต้องสรุปสำนวนคดีให้เสร็จสิ้นก่อนหมดอายุความและไม่ว่าคดีจะสรุปออกมาทางใดก็ต้องอธิบายสังคมให้ได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่ระบุว่าภายในคณะสอบสวนมีความขัดแย้ง โดยพนักงานสอบสวนบางคนระบุจะว่าจะลาออกจากราชการหากต้องร่วมลงมติสั่งฟ้องผู้ต้องหา นายขจรศักดิ์ กล่าวว่า เป็นธรรมดาที่จะต้องมีความเห็นต่าง แต่ละคนอาจจะตีความทางกฎหมายแตกต่างกัน ในที่ประชุมจึงมีเสียงข้างน้อยและข้างมาก จะบอกว่าความเห็นของใครผิดหรือถูกคงไม่ได้ แม้แต่คำพิพากษาของศาลก็ต้องรับฟังเสียงข้างมากที่ให้ความเห็นอย่างมีเหตุผลเท่านั้น
เมื่อถามว่าต้องเลื่อนคดีเป็นเพราะต้องการให้ทิ้งช่วงจากการตัดสินคดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นายขจรศักดิ์ กล่าวว่า กฎหมายก็คือกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องการเมืองไม่เกี่ยวข้องกัน รวมถึงต้องปฏิบัติไปตามความชอบด้วยวิธีพิจารณาและการสอบสวนโดยเฉพาะในคดีใหญ่ๆ ยิ่งต้องระวังอย่างเคร่งครัด
ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ในประเด็นที่รัฐบาลตั้งธงให้สั่งฟ้องนายพานทองแท้ในคดีฟอกเงิน
“บิ๊กตู่”ไม่สนโพลนิยม“ทักษิณ”
เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบข้อถามผู้สื่อข่าว กรณีสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจในรอบ 15 ปี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับความนิยมจากประชาชนมาเป็นอันดับ 1 แสดงว่าประเทศไทยยังก้าวไม่พ้นชื่อของนายทักษิณใช่หรือไม่ ว่า “อะไรนะ ฉันไม่ได้ยินเลย หูฉันเป็นอะไรนี่ ไหนคนถามมาถามใกล้ๆ ซิ”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าที่ออกมามีความเห็นอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็เป็นเรื่องของพวกคุณ คุณไปถามใครกันมา สำหรับผมก้าวพ้นไปนานแล้ว สื่อพวกคุณหลายคนก็ยังก้าวไม่พ้นอยู่ เสนอกันทุกวัน ก็เสนอกันไปซิ ก้าวไม่พ้นสักที ผมลืมไปแล้ว เป็นเรื่องของกฎหมายก็ไปว่ากันมา เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายที่จะต้องดำเนินการ การก้าวไม่พ้นคือการสร้างการรับรู้ ที่มันทำให้ไม่พ้น เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะก้าวให้พ้น คือลืมๆ ไปแล้วให้กฎหมายดำเนินการตามกระบวนการ แต่ถ้ามัวคิดถึงแต่ตรงนั้น ไม่ต้องทำอะไรประเทศไม่ต้องเดินหน้าไปไหน
พวกคุณเข้าใจหรือไม่ว่าความผิดยังมีอยู่ สื่อก็ช่วยกันบอกสิว่าความผิดนั้นยังมีอยู่ สำหรับผมก็ได้อธิบายให้ต่างประเทศรับทราบแบบนี้ว่ามีความผิดอย่างไร แต่จะผิดหรือถูกขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม ถ้าหนีไปก่อนก็พิจารณาไม่ได้ คดีก็จะต้องติดค้างอยู่แบบนี้ เรื่องมีแค่นี้เอง รัฐบาลไม่ได้ต้องการไปไล่ล่าใครทั้งสิ้น เรื่องนี้มีความผิดเกิดขึ้นมาก่อน ก่อนที่ผมจะเข้ามาด้วย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า แล้ววันนี้รัฐบาลก้าวข้ามชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "มีแต่พวกคุณนั่นแหละที่ไม่ก้าวข้าม ถามกันอยู่ทุกวัน เมื่อวาน(5 ก.ย.) ไปสอบถาม รมว.มหาดไทย ถูกเล่นงานมาครั้งหนึ่งแล้ว วันนี้ยังมาถามผมอีก สำหรับผมก้าวข้ามทุกคนที่เป็นความขัดแย้ง และผมไม่ได้ก้าวข้ามหัวเขานะ ไม่ได้ไปดูถูก การก้าวข้ามของผมคือการไม่นึกถึงเขา ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ เพราะไม่ได้ทำอย่างที่เขาพูด ขอให้สื่อคิดแบบผมบ้างจะได้ตั้งคำถามที่เป็นประโยชน์บ้าง ได้ตั้งคำถามที่เกิดประโยชน์มากกว่าเดิมหน่อย สื่อไม่เคยถามเลยว่าผมไปประชุมบริกส์ที่ประเทศจีนมานั้น เหนื่อยหรือไม่ เขายอมรับประเทศไทยแค่ไหน สื่อไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลย สื่อสนใจแต่เรื่องการก้าวข้าม หรือไม่ก้าวข้ามอยู่นั่นแหละ พวกคุณนั่นแหละที่ไม่ก้าวข้าม ไม่ใช่ผม
ผมก้าวข้ามตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่แล้ว ก็ให้กลไกของกระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป นั่นคือวิธีการก้าวข้ามของผม ไม่ใช่การปล่อยปละละเลย ก็เพราะที่ผ่านมามันไม่ทำกัน เพราะมันไม่ก้าวข้าม ปลุกประชาชนออกมาสู้กันอยู่นั่นแหละ แล้วสื่อจะไปปลุกกันขึ้นมาอีกหรือ ไปให้กำลังใจให้แต่ละฝ่ายออกมากัน ทะเลาะกันไปมา สุดท้ายก็รุมด่านายกฯ คนเดียว นี่คือวิธีการที่สื่อทำกันวันนี้ ขอให้เข้าใจกันบ้าง อย่ามาบอกว่าผมไม่รู้เรื่อง สร้างความขัดแย้ง อย่าคิดว่าผมไม่ได้ติดตามการทำงานของสื่อนะ ผมติดตามมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญในบางเรื่อง แต่เรื่องดีๆ ผมก็สนใจ ส่วนเรื่องห่วยๆ ผมขี้เกียจอ่าน ไร้สาระ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวอย่างมีอารมณ์ฉุนเฉียวว่า “ผมอยากรู้ว่าทำไมสื่อไม่เคยถามว่าเหนื่อยหรือไม่ ไปแล้วจะกลับมาหรือเปล่า ฉันไปเที่ยวไหนมาหรือเปล่า แล้วไม่ต้องมาถามตอนนี้เพราะมันเลยเวลามาแล้ว กลับมาถึงก็โดนสื่อบี้ กลับไปเรื่องเดิม แล้วก็มาถามว่าผมก้าวข้ามไหม พวกคุณนั่นแหละที่ไม่ก้าวข้ามเอง”
ข้องใจทำโพลล์มีเจตนาแอบแฝง
นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีผลสำรวจโพลล์ของสถาบันพระปกเกล้า ที่ระบุความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำ ว่าส่วนตัวเห็นว่าคนทำโพลล์มีเจตนาแฝงหรือไม่ เพราะน่าสงสัยที่ตั้งคำถามคนละยุคสมัย หากจงใจจะว่าอะไรคสช.ก็แนะนำไปตรงๆ ไม่ใช่เอาพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นเหยื่อถือว่าไม่เป็นธรรมที่เอานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ มาเทียบในเหตุการณ์ปัจจุบันเพราะสถานการณ์และบริบทต่างกัน สมัยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มาใหม่ๆ อยู่นานไปก็มีส.ส.มาสนับสนุนมากแถมยังรวมพรรคเล็กพรรคน้อยมาควบรวมอีก สภาวะบ้านเมืองสงบ จะบริหารงานเด็ดขาดอย่างไรก็ได้ ส่วนสมัยนายอภิสิทธิ์ บ้านเมืองแตกแยกแบ่งฝ่าย
“จะว่าไปแล้วสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ขนาดมีจัดตั้งการไล่ล่านายกฯในการลงพื้นที่ เรามีผลงานมากมาย เศรษฐกิจก็พลิกฟื้น จึงสงสัยคนทำโพลล์ว่า มีเจตนาแอบแฝงใดหรือไม่ ที่ตั้งคำถามในโพลล์ที่ทำประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม คือ 4 เดือนที่แล้ว และตั้งข้อสังเกตต่อนายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ตัวท่านเองก็น่าสงสัยเรื่องแนวคิดคดีจำนำข้าว แปร่งๆ อยู่เหมือนกัน” นางมัลลิกา กล่าว
ปชป.ชี้ผลโพลล์เป็นไปตามยุค
นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสถาบันพระปกเกล้าว่า ตัวโพลล์นี้ได้แสดงถึงความนิยมของนายกฯ แต่ละสมัย ซึ่งคะแนนความเชื่อมั่นก็ขึ้นลงตามสถานการณ์บ้านเมืองขณะนั้นด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าในข้อมูลก็มีการพูดถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นด้วย ซึ่งชัดว่าเขามีความเชื่อมั่นสูงเพราะว่าเขาเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากและมีหลายนโยบายที่ถูกใจประชาชนชนด้วย ส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ที่ได้รับคะแนนรองมาเป็นอันดับสอง โดยหลังรัฐประหารไม่นานคะแนนความเชื่อมั่นก็อยู่ในระดับสูง ซึ่งก็ไม่แปลกใจอะไรกับคะแนนในผลโพลล์เพราะสะท้อนความเป็นจริง หรืออย่างคะแนนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีคะแนนสูงพอสมควร เพียงแต่ว่าช่วงนั้นมีสถานการณ์การชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้บริหารบ้านเมืองอย่างสะดวก ความเชื่อมั่นก็ลดลงตามสถานการณ์
ดังนั้น ปัจจัยที่ทำให้คะแนนความเชื่อมั่นสูงนั้นก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองที่สงบด้วย ซึ่งคะแนนดังกล่าวไม่ใช่คะแนนนิยมหากแต่เป็นความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล เป็นปกติที่หลังรัฐประหาร ประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลที่มาต่อจากนั้นมาก พอระยะเวลาผ่านเมื่อมีการชุมนุมความเชื่อมั่นก็ลดลงตามลำดับ ทั้งนี้การทำงานของรัฐบาลก็มีส่วนด้วย แต่ความเชื่อมั่นก็เป็นเรื่องความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งยังมีตัวเลขที่สำคัญคือว่าตัวเลขความเชื่อมั่นในพรรคการเมืองเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ท่ามกลางการกล่าวหาพรรคการเมืองของฝ่ายรัฐบาล และประกาศของคสช.ที่ทำให้พรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้ สะท้อนว่ารัฐบาลทหารเริ่มได้รับความเชื่อมั่นน้อยลง อย่างไรก็ตาม โพลล์นี้เป็นเพียงแค่คะแนนความเชื่อมั่นในรัฐบาลแต่ละสมัย ไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ลงเลือกตั้งแล้วจะชนะ ถือเป็นคนละเรื่องกัน
หนุน“บิ๊กตู่”ถ้าแนวทางตรงกัน
ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีมีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานคำให้สัมภาษณ์ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะรวมพรรคกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ว่า “การรวมพรรคไม่มี ท่านประยุทธ์จะมีพรรคหรือ เรื่องดังกล่าวผมถูกสอบถามแบบนี้ว่าหลังการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์จะร่วมทำงานหรือสนับสนุนใครได้บ้าง ผมก็บอกไปว่าพรรคประชาธิปัตย์เราจะเป็นตัวแทนชุดความคิด ชุดนโยบาย ว่าเราจะแก้ปัญหานำพาประเทศไปในทิศทางไหน ประชาชนจะตัดสินว่าจะสนับสนุนเรามากแค่ไหน ถ้าสนับสนุนเรามากเราก็มีโอกาสไปทำงานผลักดันตรงนี้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าสนับสนุนเราไม่พอ แล้วมีการพยายามจัดตั้งรัฐบาล ผมจะยึดเอาเนื้อหาสาระที่เสนอกับประชาชนเป็นหลัก ซึ่งก็ต้องไปถามอีกทีว่า ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือ พล.อ.ประยุทธ์ สนับสนุนแนวทางของเราหรือไม่ ถ้าแนวทางไปด้วยกันได้ ก็ต้องเจรจาพูดคุยว่าจะทำอย่างไร ถ้าแนวทางไปด้วยกันไม่ได้ก็ร่วมงานกันไม่ได้”
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมต่ำเพียง 36.8 เปอร์เซ็นต์ ว่า ความเป็นจริงองค์กรทางการเมืองทั้งหมดอยู่ในบรรยากาศที่คนไม่เชื่อมั่นก็เข้าใจได้ ซึ่งประเด็นที่ตนย้ำมาตลอดว่าพรรคการเมืองต้องหาทางรื้อฟื้นความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนมาให้ได้ ส่วนหนึ่งที่จะชัดเจนขึ้นเมื่อสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ และต้องใช้เวลาในช่วงนี้คิดถึงการเปลี่ยนแปลงการทำงาน ซึ่งเคยทำให้ประชาชนไม่พอใจ
“อย่างพรรคผมบอกตรงๆ ว่าผมย้ำกับหลายคนว่าต้องมีวินัยในการให้สัมภาษณ์ ให้ความคิดเห็นมากกว่านี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว และว่า ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะมีอะไรใหม่เพื่อฟื้นศรัทธาประชาชนนั้นมองว่าการลำดับความสำคัญของปัญหาที่ประชาชนจะสนใจและความหวังที่จะพึ่งพรรคการเมืองตอนนี้ เรามุ่งทำงานอย่างมากเรื่องเศรษฐกิจแต่สิ่งที่คิดว่าเป็นหัวใจสำคัญเราไม่เชื่อว่าปัญหาสำคัญของประเทศหลายเรื่องจะแก้ไขได้ถ้าปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นยังรุนแรงอยู่ นักการเมือง พรรคการเมืองจึงต้องพิสูจน์ความโปร่งใสให้ได้
เมื่อถามว่า กลไกใหม่ๆ ในรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลและแก้ปัญหาทุจริตในอนาคตได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาขณะนี้มีน้อย กลไกต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นยังไม่มีหลักประกันชัดเจนว่าจะทำงานได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้รัฐบาลขณะนี้จะมีกลไกการตรวจสอบทุจริตจำนวนมาก แต่ยังมีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตนท้วงติงเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง เพราะการใช้มาตรา 44 สังคมอาจรู้สึกว่าเป็นความเด็ดขาด แต่ถ้าไม่แก้ที่ระบบ หลายเรื่องเอาเข้าจริงก็ยังขาดความโปร่งใสเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่
ชูปชช.ฝังใจผลงานรัฐบาลทักษิณ
นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช.และอดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีผลโพลล์ของสถาบันพระปกเกล้าว่า ผลโพลล์ที่ออกมาได้สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่ยังให้ความเชื่อมั่นในตัวอดีตนายกฯ ทักษิณมากที่สุด เพราะผลงานที่ผ่านมาได้สร้างเอาไว้ให้แก่ประเทศและเป็นมรดกมาจนมาถึงปัจจุบัน และยังมีอีกหลายผลงานที่ได้สร้างชื่อเสียงระดับชาติ ที่ได้รับการยอมรับในองค์กรระดับโลก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ขณะที่ในยุคของรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ทุกคนต่างได้รับรู้ว่าเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ประชาชนจะยังให้ความเชื่อมั่นกับอดีตนายกฯ ทักษิณ
ส่วนผลสำรวจที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุดนั้น เป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องเอากลับไปประเมินตัวเองว่าทำไมประชาชนถึงคิดอย่างนั้น และควรใช้สิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์นำความคิดเห็นปรับปรุงปฏิรูปพรรคตัวเองเพราะหากยังไม่เปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลต่อพรรคประชาธิปัตย์เอง จึงอยากให้นำไปใช้ประโยชน์ปรับปรุงเผื่อจะชนะในการเลือกตั้งบ้าง
เพื่อไทยซัดเด็กอมมือก็ไม่เชื่อ
ด้านนายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กำหนดเบื้องต้นเลือกตั้งในเดือนสิงหาคม 2561 ว่า ทั้งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และฝ่ายบริหารระดับ รองนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ล้วนไม่รับลูก แต่กลับให้ความเห็นที่ไม่เป็นผลบวกต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศ โดยตอบว่าไม่รู้มีเลือกตั้งปี 2561 หรือไม่ เพราะพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกยังไม่เสร็จ
ทั้งนี้ ภาวะปัจจุบัน รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชนได้จนย่างเข้าสู่ปีที่ 4 แล้วยิ่งปีนี้ ชาวนาในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลางบางส่วนถูกน้ำท่วมเสียหายนับล้านไร่ยังไม่มีมาตรการใดที่จะดูแล ซึ่งชาวบ้านหวังที่จะมีผู้แทนของตนที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้บ้างในสภาผู้แทนราษฎร ก็รู้สึกวังเวงกับความไม่ลงรอยกันเองระหว่าง กกต. กรธ. และรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลมีหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศกลับไม่ส่งเสริม แต่มีพฤติกรรมทำลายความเชื่อมั่นของประเทศเสียเองด้วยซ้ำ
"เด็กอมมือก็ไม่เชื่อหรอกว่ารัฐบาล กับ กรธ.ไม่คุยกัน จะทำกฎหมายลูกให้เสร็จเมื่อไหร่ก็เนรมิตได้ เพราะประธาน กรธ.ก็เป็นหนึ่งใน คสช. ที่สำคัญกฎหมายบางฉบับก็สามารถเสกเป่าให้เสร็จในวันเดียวก็เคยทำมาแล้วในยุคนี้” นายชวลิต กล่าว
คสช.ยังไม่ได้รับข้อมูล“ปู”หนี
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ระบุถึงการเตรียมแจ้งความบุคคลที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหลบหนี มีข้อมูลอย่างไรบ้าง ว่า ยังไม่มีข้อมูลอะไร และยังไม่ได้เจอ พล.ต.อ.ศรีวราห์ เมื่อถามว่ากรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่หลบหนีเหมือนกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ก็ทำไงได้ เราก็ดูแลเต็มที่แล้ว ก็เหมือนคนทั่วไปที่ได้หลบหนีไป”
เมื่อถามว่าผ่านมา 2 สัปดาห์ทราบที่กบดานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยังไม่ทราบเลย และยังไม่รู้ว่าใครพาหนี ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานข้อมูลไปแล้ว 190 กว่าประเทศ ส่วนหนักใจในการดำเนินการหรือไม่นั้น ไม่ได้หนักใจ เดี๋ยวถึงเวลาก็ออกมาเอง และคนที่พาหนีก็ต้องรับผิดชอบ
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกและโฆษกคสช. กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.ศรีวราห์ ระบุว่าได้ส่งหลักฐานการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้กองทัพป็นผู้พิจารณาเพื่อเป็นผู้ร้องทุกข์ว่า ยังไม่ได้รับแจ้งกรณีดังกล่าว และพล.ต.อ.ศรีวราห์ ยังไม่ได้ประสานงานมาแต่อย่างใด
แหล่งข่าวจากคสช.ระบุว่า ตามข้อกฎหมายแล้ว กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือเป็นคดีอาญาแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตั้งข้อกล่าวหาได้ทันที ไม่จำเป็นต้องให้กองทัพเป็นผู้ร้องทุกข์และผู้เสียหายก็คือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ระดับนโยบายไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ขณะนี้ข้อมูลการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังมาไม่ถึงฝ่ายกฎหมายของ คสช.
เปิดทาง“พัลลภ”เข้าให้ข้อมูล
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า เรื่องนี้มีความคืบหน้าไปมาก ส่วนจะมีการประสานไปยังประเทศใดให้ตรวจสอบหรือไม่นั้นยังไปไม่ถึงจุดนั้น ซึ่งเรื่องระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อนไม่จำเป็นเราคงไม่พูดถึง ต้องดูให้รอบคอบภายในประเทศก่อน สำหรับความชัดเจนคนที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีนั้น เจ้าหน้าที่ก็มีการดำเนินการอยู่ เดี๋ยวก็คงมีความชัดเจน ส่วนคนพาหลบหนีจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐตามที่มีกระแสข่าวหรือไม่นั้นขอไม่พูดถึง แต่เชื่อว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับเส้นทาง เพราะเส้นทางที่ใช้หลบหนีไม่น่าจะยาก
ส่วนกรณี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ออกมาระบุว่า พร้อมให้ข้อมูลแก่ฝ่ายความมั่นคง พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า เราเปิดรับข้อมูลจากทุกด้านอยู่แล้ว ไม่มีการปิดกั้น ส่วนจะมีการเชิญ พล.อ.พัลลภ ให้ข้อมูลหรือไม่ ตรงนี้เป็นดุลพินิจของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ที่รับผิดชอบในเรื่องการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้สื่อข่าวถามว่าพบบุคคลภายนอกประเทศที่ไม่ใช่คนไทยให้การช่วยเหลือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเป้าหมายที่ต้องตรวจสอบ เป็นเรื่องที่อยู่บนโต๊ะที่มีการพูดคุยกันอยู่แล้ว
ต่อข้อถามมีความชัดเจนหรือยังว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกนอกประเทศช่องทางไหน และไปกับใคร พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์
คป.ตร.ยื่นหนุนกระจายอำนาจตร.
ที่รัฐสภา เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ(คป.ตร.) นำโดย นางสมศรี หาญอนันทสุข ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ) เพื่อสนับสนุนแนวทางการปฏิรูปตำรวจด้วยการกระจายอำนาจให้เป็นตำรวจจังหวัด
นางสมศรี กล่าวว่า อยากให้กระจายอำนาจตำรวจ ตามแนวคิดของนายเสรี สุวรรณภานนท์ ที่ให้ปรับเปลี่ยนตำรวจไปสังกัดในระดับจังหวัด เพื่อให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ขึ้นอยู่กับอัยการ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการทำงานของตำรวจที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วขึ้น และยังมองว่าจะช่วยแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย ถือเป็นการปฏิรูปตำรวจเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อตำรวจ และทราบว่ามีการคัดค้านจากพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่คัดค้านการปฏิรูปในประเด็นสำคัญนี้ โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้การทำงานของตำรวจยากขึ้น ซึ่งทางเครือข่ายมองว่าสวนทางกับแนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ตำรวจเข้าถึงประชาชน โดยกระจายอำนาจสู่พื้นที่
ด้าน พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ประเด็นปัญหานี้ค่อนข้างยากที่สุด โดยในที่ประชุมมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่ในการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานมักจะมีความที่ผูกพันและรักในระบบการทำงานเดิม ทั้งนี้ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรยึดติดแต่การปฏิรูปจะต้องทำด้วยเหตุผลเป็นหลัก อย่าใช้อารมณ์ ไม่เช่นนั้นการแก้ไขปัญหาจะเป็นเรื่องยาก ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการฯ จะหารือกันในเรื่องนี้ต่อ
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา(กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย) ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อโต้แย้งของกสม.ในประเด็นเกี่ยวกับกรรมการสรรหา ตามร่าง พ.ร.ป. ที่สนช.ให้ความเห็นชอบไปแล้วนั้นในมาตรา 11 วรรคสี่ กำหนดว่า หากพ้นกำหนดเวลาเลือกกรรมการสรรหาที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว ยังไม่มีกรรมการสรรหาที่เป็นผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ให้กรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน ซึ่งนายวัส ติงสมิตร ประธานกสม. ได้ชี้แจงเหตุผลและยืนยันว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 246 วรรคสี่ปรากฏว่าที่ประชุมได้ถกเถียงและเห็นคล้อยตามข้อโต้แย้งของประธานกสม.ว่ามีเหตุผลฟังได้จึงได้แก้ไขว่าในการสรรหากสม.จะต้องมีตัวแทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนร่วมเป็นกรรมการสรรหาด้วยอย่างน้อย 1 คน
ห่วงธรรมาภิบาลซูเปอร์โฮลดิ้ง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีครม.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.... ที่ให้จัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ(ซูเปอร์โฮลดิ้ง) ว่าเป็นห่วง 2 เรื่อง 1.เรื่องธรรมาภิบาลต้องมีความชัดเจน และควรมีการทบทวนด้วยว่ารัฐวิสาหกิจประเภทไหนที่ควรจะต้องมาอยู่ภายใต้การบริหารแบบบรรษัทเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ทั้งนี้ไม่สนับสนุนการเอารูปแบบบรรษัทมาดูแลรัฐวิสาหกิจที่ยังมีลักษณะผูกขาดไม่มีการแข่งขันที่สมบูรณ์ แต่ถ้ารัฐวิสาหกิจไหนแข่งขันกับเอกชนได้หรือไม่มีภารกิจเฉพาะก็สบายใจ 2.ติดใจว่ากฎหมายมองรัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือหรือการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจก่อนภารกิจบริการสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ข้อห่วงใยต่างๆ คงต้องรอกฎหมายในขั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)อีกครั้งว่าระบบการกำกับต่างๆ จะเป็นอย่างไร
แจงปมโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปประชุมร่วมคณะรัฐมนตรีไทย-กัมพูชา ในวันที่ 7 กันยายน ว่า มีหลายประเด็นที่ต้องหารือกัน เช่น การสัญจรข้ามแดน การค้ามนุษย์ การเกษตร เป็นต้น ทั้งนี้ขอสื่ออย่าจับประเด็นเล็กน้อยมานำเสนอข่าว เพราะยืนยันว่าจะไม่ทำให้ประเทศเสียหาย และสมเด็จฮุน เซน นายกฯ กัมพูชา ก็มุ่งหวังพัฒนากัมพูชา ขณะเดียวกันไทยก็ต้องคิดเพื่อพัฒนาประเทศตัวเอง เรื่องใดสามารถทำได้ก็ทำ หากยังทำไม่ได้ก็เอาไว้ก่อน เพราะการทำงานระหว่างประเทศเป็นเช่นนี้
นายกฯ กล่าวถึงกรณีสั่งการให้ชะลอโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ขนาด 24 เมกะวัตต์ ในประเทศกัมพูชาออกไปก่อนว่า เดิมทีเรื่องนี้ฝ่ายปฏิบัติได้หารือกันแล้วเสนอให้รัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 24 เมกะวัตต์ อาจถือว่ามีกำลังผลิตน้อย แต่ก็ต้องแยกระหว่างเรื่องน้ำกับเรื่องไฟ ถ้ามองถึงการใช้ประโยชน์ด้านน้ำ ก็จะต้องหารือกัน โดยโรงไฟฟ้าเป็นการลงทุนของบริษัทไทยกับรัฐบาลกัมพูชา จึงต้องยึดกติกาของรัฐบาลกัมพูชา
“ยืนยันว่าผมไม่รู้จักใครทั้งสิ้น ใครรู้จัก แต่นายกฯ ไม่รู้จัก ก็ไม่อนุมัติให้อยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของกลไกกติกา เรื่องนี้กัมพูชามีน้ำใจบอกว่าหากไทยอยากได้น้ำก็ให้ลงทุนตรงโน้นตรงนี้ และต้องดูว่ากัมพูชาจะทำให้หรือไม่ เมื่อมีน้ำก็ต้องสร้างโรงส่งน้ำด้วย เมื่อลงทุนก็ต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น จึงอยู่ที่เราจะรับได้หรือไม่ ถ้ารับไม่ได้ก็ให้ศึกษาก่อน ไม่ใช่จะเออออห่อหมกทุกเรื่อง ประเด็นเหล่านี้ละเอียดอ่อนจะทำให้กระทบความสัมพันธ์และความรู้สึกที่ดีต่อกัน ยืนยันว่าจะไม่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อใครคนใดคนหนึ่ง"



