
ศาลอุทธรณ์ ยืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช.ซุกคาร์บอมบ์
อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง "กิตติศักดิ์" แนวร่วม นปช.พ้นผิดครอบครองคาร์บอมบ์ซุกระเบิดปี 53 จอดทิ้งไว้อพาร์ทเมนต์ รามอินทรา
อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง "กิตติศักดิ์" แนวร่วม นปช.พ้นผิดครอบครองคาร์บอมบ์ซุกระเบิดปี 53 จอดทิ้งไว้อพาร์ทเมนต์ รามอินทรา ทนาย ระบุเอาผลสู้อุทธรณ์คดีชายชุดดำคอกวัวศาลตัดสิน 10 ปี ส่วน 11 ก.ย.จี้ถามอัยการสั่งคดี แกนนำ กปปส.ด้วย
ที่ห้องพิจารณา 710 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 6 ก.ย.60 เวลา09.45 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีคาร์บอมบ์ หมายเลขดำอ.1940/2558 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรี อายุ 49 ปี ภูมิลำเนากทม.แนวน่วม นปช.เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธและเครื่องกระสุนปืน , วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ไว้ในครอบครอง และพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีเหตุสมควรอันเป็นความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371
ตามฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค.53 จำเลยกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันครอบครองวัตถุระเบิด , วงจรระเบิด , อาวุธปืนสงครามที่ซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์ฮอนด้าซีวิคซึ่งจอดทิ้งไว้ โดยมีผู้แจ้งรถหายไว้ และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โคกคราม พร้อมด้วยเจ้าหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD)ได้รับทราบเหตุแจ้งจากผู้หวังดี จึงเข้าตรวจค้นรถยนต์ของกลาง พบของกลางระเบิดซีโฟร์ , ทีเอ็นที , ดินระเบิด , ระเบิดขวด , ถังดับเพลิงบรรจุปุ๋ย ยูเรีย และอาวุธปืนอาก้า , ลูกกระสุนเอ็ม 79 รวมจำนวน 20รายการ เหตุเกิดที่อพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง ย่าน ถ.รามอินทรา
ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธสู้คดี
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.59 ให้ยกฟ้องคดีเนื่องจากพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้ดูแลอพาร์ตเมนต์ที่เคยให้การในชั้นสอบสวนนั้นเบิกความขัดแย้งกับที่ให้การในศาลอีกทั้งเป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงไม่น่าเชื่อถือ ส่วนผลการตรวจดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝงของจำเลยเทียบกับวัตถุพยานของกลางก็ไม่ตรงกัน พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ลงโทษจำเลยได้
ต่อมา อัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น
อย่างไรก็ดีสำหรับนายกิตติศักดิ์นั้น นอกจากถูกฟ้องในคดีนี้แล้ว ยังถูกอัยการคดีพิเศษ 1 ยื่นฟ้องคดีร่วมกับพวกรวม 5 คนถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำครอบครองอาวุธแฝงตัวในเหตุชุมนุม นปช.แยกคอกวัว 10เม.ย.53 ด้วย ซึ่งศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อเดือน ม.ค.60 ให้จำคุกนายกิตติศักดิ์ไว้ 10 ปี โดยปัจจุบันนายกิตติศักดิ์ ถูกคุมขังในเรือนจำในวันนี้ศาลจึงเบิกตัว นายกิตติศักดิ์ จำเลย มาเพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีครอบครองรถยนต์ซุกซ่อนระเบิด
ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่ยื่นฟ้องให้ลงโทษจำเลยนั้นยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอตามที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษามาซึ่งศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนยกฟ้อง
ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณศาลที่ยกฟ้อง ซึ่งศาลอาจจะเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เชื่อมโยงกับจำเลย ก่อนหน้านี้ในชั้นสอบสวนมีการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์ในคดีนี้กับการปฎิบัติการชายชุดดำเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 แต่พยานหลักฐานที่ไม่สมเหตุสมผลทำให้ศาลมีข้อสงสัย จึงยกประโยชน์ให้จำเลย ถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีในการชั่งน้ำหนักพยาน อย่างไรก็ดีแม้คดีนี้ทั้งสองชั้นศาลได้ยกฟ้องแต่ตัวจำเลยยังถูกคุมขังอยู่ในคดีชายชุดดำ
นายวิญญัติ ทนายความ กล่าวต่อว่า เป็นคดีซุกซ่อนระเบิด ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มีการปูทางมายังคดีชายชุด โดยพยานโจทก์หลายปากอ้างถึงจำเลยขนระเบิดมาเป็นส่วนหนึ่งของการปฎิบัติการชายชุดดำ ดังนั้นเมื่อคดีระเบิดนี้ศาลยกฟ้องก็จะนำคำพิพากษาไปประกอบการยื่นอุทธรณ์ในคดีชายชุดดำด้วย เนื่องจากข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกัน ซึ่งพยานที่มายืนยันในคดีชายชุดดำก็ไม่ใช่ประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ชัดเจน
นายวิญญัติ กล่าวด้วยว่า ในฐานะทนายความที่ติดตามคดีการเมืองมาในช่วงบ่ายวันที่ 11 ก.ย.นี้ ก็จะเดินทางไปตามความคืบหน้าคดีกปปส.ที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 ซึ่งตนเคยยื่นหนังสือไว้กรณีที่ยังไม่มีการฟ้องแกนนำ กปปส.หลายคนทั้งที่เวลาผ่านมานานแล้ว ซึ่งพ้นระยะเวลาตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเคยแจ้งกำชับไว้ ขณะที่ตนก็ทราบว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งความเห็นที่มีการให้สอบสวนเพิ่มเติมไปยังคณะทำงานของอัยการแล้ว โดยตนจะขอให้เปิดเผยรายชื่อของคณะทำงานอัยการทุกคนเพื่อที่จะดำเนินการทางกฎหมาย หากพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องยังไม่สั่งฟ้องตามระยะเวลาที่ควรดำเนินการ ซึ่งอาจจะเป็นการเข้าข่ายปฎิบัติหน้าที่มิชอบ เพราะตนเห็นว่าการดำเนินคดีที่เป็นไปอย่างล่าช้าทั้งที่มีพยานหลักฐานชัดเจนอาจเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่มิชอบด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีกล่าวหาชายชุดดำแฝงตัวในการชุมนุมนปช.แยกคอกวัว ปี 2553 นั้น อัยการคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายกิตติศักดิ์ หรือ อ้วน สุ่มศรี อายุ 49 ปี ชาวกรุงเทพฯ , นายปรีชาหรือไก่เตี้ย อยู่เย็น อายุ 28 ปี ชาวเชียงใหม่ , นายรณฤทธิ์ หรือนะ สุริชา อายุ 37 ปี ชาวอุบลราชธานี , นายชำนาญ หรือเล็ก ภาคีฉาย อายุ49 ปี ชาวกรุงเทพฯ และนางปุนิกา หรือ อร ชูศรี อายุ 43 ปี ชาวกรุงเทพฯ เป็นจำเลยที่ 1- 5 ในคดีหมายเลขดำ อ.4022/2557 ฐานร่วมกันพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ หรือชุมชน และมีอาวุธ เครื่องกระสูนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ตามพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ฯ พ.ศ.2490 มาตรา 4 , 8 ทวิ , 55 , 72 ทวิ และ 78 ซึ่งศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ม.ค.60 ให้จำคุกนายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 1 และนายปรีชา อยู่เย็น จำเลยที่ 2 คนละ10 ปี
ส่วนจำเลยที่ 3-5 ให้ยกฟ้องโดยได้รับการปล่อยตัวไป ระหว่างอัยการยื่นอุทธรณ์คดี.



