
นายกฯสั่งชะลอผัน‘น้ำ-ไฟฟ้า’จากเขื่อนสตึงมนัม
นายกฯสั่งชะลอผัน‘น้ำ-ไฟฟ้า’จากเขื่อนสตึงมนัม
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องผันน้ำจากเขื่อนสตึงมนัม จากกัมพูชา มารองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี หลังนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ออกมาสั่งการให้ทุกหน่วยชะลอโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัมออกไปก่อน เพื่อรอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กลับไปศึกษาการบริหารจัดการน้ำให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง หลังระบุว่าน้ำมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ในช่วง 12 ปีนี้
ก่อนหน้านี้ “พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ก็ออกมายืนยันว่าการผันน้ำจากเขื่อนสตึงมนัมของกัมพูชา มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท เพื่อมาใช้ในโครงการอีอีซีนั้น ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นชอบในหลักการที่จะให้กรมชลประทานเข้าไปสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ได้แล้ว โครงการดังกล่าวได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนงบประมาณปกติปี 2561–2562 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ที่ผ่านมามีประเด็นถกเถียงกันมากว่า “น้ำ” กับ “ไฟ” อย่างไหนสำคัญกว่ากัน เขื่อนสตึงมนัมผัน “น้ำ” ฟรีให้แก่ฝ่ายไทย โดยการผันจากเขื่อนสตึงมนัมเป็นระยะทาง 160 กิโลเมตร ผ่าน จ.ตราด และจันทบุรี มาลงที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เฉลี่ย 300 ล้านลบ.ม.ต่อปี เป็นระยะเวลา 50 ปีเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในโครงการอีอีซี ในขณะที่ “ไฟ” ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในอัตรา 10.75 บาทต่อหน่วย
ถือว่าเป็นอัตราที่แพงมาก เมื่อเทียบกับราคาค่าไฟฟ้าในประเทศไทยที่แยกตามเชื้อเพลิง โดยราคาไฟจากพลังน้ำ 1.59 บาทต่อหน่วย โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2.83 บาทต่อหน่วย โรงไฟฟ้าชีวมวล 3.32 บาทต่อหน่วย พลังงานลม 6.46 บาทต่อหน่วย พลังงานขยะ 6.53 บาทต่อหน่วย และพลังงานแสงอาทิตย์ 10.30 บาทต่อหน่วยเท่านั้น
ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยว่า ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยชะลอโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ขนาด 24 เมกะวัตต์ ในประเทศกัมพูชาออกไปก่อน เพื่อรอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลับไปศึกษาการบริหารจัดการน้ำให้เกิดความชัดเจนว่าความต้องการใช้น้ำและแหล่งน้ำในประเทศจะมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ในระยะยาวหรือไม่
ส่วนประเด็นการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในราคา 10.75 บาทต่อหน่วยนั้น ประเสริฐยืนยันว่า จากการวิเคราะห์ต้นทุน ผลตอบแทนการลงทุนต่างๆ เป็นไปตามระบบที่ศึกษาความเหมาะสมและคำนวณโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ซึ่งต้องมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ส่งน้ำผ่านภูเขา ทำให้ต้นทุนค่าก่อสร้าง ประเมินเบื้องต้น อยู่ที่ประมาณ 9,000-10,000 ล้านบาท และเป็นราคาสูงสุด ซึ่งทุกๆ 10.75 บาทต่อหน่วย นอกจากจะได้ไฟฟ้า 1 หน่วย บนพื้นฐานต้นทุนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ไทยผลิตได้อยู่ที่ 2.60 บาทต่อหน่วย และยังได้น้ำอีก 3 ลูกบาศก์เมตร เฉลี่ยลูกบาศก์เมตรละ 2.80 บาท และน้ำอย่างน้อยปีละ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยกำหนดได้ว่าจะให้ตอนช่วงหน้าแล้งเท่านั้น หรือจะให้ส่งน้ำมาตลอดทั้งปีก็ได้ และมีข้อผูกพันในการส่งน้ำเป็นเวลา 50 ปี ขณะที่ปริมาณผลิตไฟฟ้าเพียงแค่ 24 เมกะวัตต์ ทั้งๆ ที่โครงการมีปริมาณน้ำจำนวนมากนั้น เพราะมองว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่มีไม่มาก หากผลิตไฟฟ้ามากขึ้นจะยิ่งส่งผลให้ต้นทุนค่าก่อสร้างสูงขึ้นไปด้วย
“โครงการโรงไฟฟ้าสตึงมนัมที่ถูกสั่งชะลอ ไม่น่าจะเกิดจากความขัดแย้งด้านนโยบาย แต่น่าจะเป็นความไม่ชัดเจนของข้อมูลมากกว่า ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ คงจะต้องศึกษาให้ชัดว่าต้องการใช้น้ำหรือไม่ ถ้าไม่ต้องการโครงการนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น และถ้าไม่ดำเนินโครงการนี้เขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี)จะเอาน้ำจากไหนก็ต้องศึกษาให้ชัดด้วย” ประเสริฐ กล่าวและว่า
หากประเทศไทยไม่ต้องการใช้น้ำจากกัมพูชา ก็ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการนี้ เพราะไม่ได้มีประเด็นต่อความมั่นคงด้านไฟฟ้าของภาคตะวันออก ซึ่งกระทรวงพลังงานดูแลได้อยู่แล้ว แต่วัตถุประสงค์หลักของโครงการคือเรื่องน้ำ
ขณะที่ สหรัฐ บุญโพธิ์ รองผู้ว่าการ กฟผ. และโฆษก กฟผ. ชี้แจงผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางสถานีวิทยุ 98.5 โดยยอมรับว่าไทยซื้อไฟฟ้าจากแหล่งผลิตสตึงมนัม ประเทศกัมพูชา ในราคา 10.75 บาทต่อหน่วย ที่มีราคาสูงเกินกว่าราคาค่าเฉลี่ยไฟฟ้าที่ผลิตใช้ในประเทศไทย เป็นเรื่องจริง แต่ในขั้นตอน การลงนามข้อตกลงดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นขณะนี้และไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่าจะลงนามข้อตกลงกับผู้ลงทุนได้ในช่วงวันที่เท่าใด ทั้งนี้ กฟผ.ฐานะผู้รับนโยบายไปปฏิบัติจำเป็นต้องดำเนินการตามนโยบาย
“สำหรับการดำเนินการที่อยู่ในส่วนรับผิดชอบของกฟผ.คือ ผู้ลงทุนต้องเดินสายส่งไฟฟ้ามายังชายแดนประเทศไทย จากนั้น กฟผ.จะเดินสายส่งจากชายแดนเข้าสู่ศูนย์ส่งไฟฟ้าที่ จ.จันทบุรี หรือ จ.ระยอง ระยะทางไม่ไกลมาก อีกทั้งโรงไฟฟ้าสตึงมนัมนั้นเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก การผลิต 24 เมกะวัตต์ การลงทุนคงไม่สูงมากนัก”
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประเทศไทยรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว, เมียนมาร์ โดยหลักการที่จะรับซื้อไฟฟ้าได้นั้น ราคาขายต้องไม่สูงกว่าราคาไฟฟ้าที่ผลิตได้ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีราคาที่ 4 บาทต่อหน่วย
ด้าน ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการ ได้ชี้แจงผ่านรายการเดียวกันถึงแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อใช้ในพื้นที่อุตสากรรมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยยืนยันว่าทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมวางแผนจัดการน้ำตามยุทธศาสตร์น้ำ เพื่อจัดหาน้ำให้เพียงพอต่อการใช้ในพื้นที่อีอีซี ในระยะ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2570 โดยแผนดังกล่าวสามารถเพิ่มระดับการกักเก็บน้ำได้กว่า 500 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ 1.ปรับปรุงแหล่งเก็บน้ำเดิมและเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ อาทิ อ่างเก็บน้ำบ้านบึง, อ่างเก็บน้ำมาบประชัน จ.ชลบุรี ที่สามารถเพิ่มการกักเก็บได้ 84 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งการปรับปรุงดังกล่าวจะใช้เวลา 3-4 ปี ภายใต้งบประมาณปกติ
2.เชื่อมโยงแหล่งน้ำ และแหล่งผันน้ำ อาทิ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล, อ่างเก็บน้ำดอกลาย จ.ระยอง อ่างเก็บน้ำประแจ, อ่างเก็บน้ำทวาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว จ.จันทบุรี ที่เพิ่มเติมน้ำได้ถึง 460 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ยังมีโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนด ที่มีความจุ 100 ล้าน ลบ.ม. ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยระบบจัดการน้ำทั้งหมดที่ดำเนินการเสร็จจะเชื่อมโยงและผันน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่อุตสาหกรรมในโครงการอีอีซีได้
3.กรมชลฯ มีแผนที่จะใช้เทคโนโลยีดูดน้ำจากพื้นที่ด้านบนเขื่อนให้กลับมาลงสู่เขื่อน ซึ่งเพิ่มปริมาณน้ำได้ 15 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี และ 4.ร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เพื่อสร้างแหล่งเก็บน้ำสำรองในพื้นที่ว่างเปล่าของการนิคมฯ รวมถึงใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำจืด ขณะที่การกับเก็บน้ำและพื้นที่เก็บน้ำใน 3 จังหวัดนั้นยังถือว่ามีปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้ในระยะ 10 ปีจากนี้จนถึงปี 2570
“จากนี้ถึงปี 2570 ไม่จำเป็นต้องพึ่งน้ำจากประเทศกัมพูชา แต่ด้วยเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี ที่คาดว่าจะมีปริมาณการใช้น้ำจำนวนสูงมากในระยะหลัง ก็ต้องพิจารณาหาแนวทางเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามในแผนที่จะซื้อน้ำจากแหล่งน้ำสตึงมนัม ประเทศกัมพูชา ในตอนแรกนั้น มีส่วนที่จะนำมาใช้ในพื้นที่การเกษตร แต่เมื่อได้วางแผนยุทธศาสตร์การใช้น้ำแล้ว น้ำสำหรับการเกษตรปัจจุบันยังมีปริมาณเพียงพอ ทั้งนี้ หากมีการผันน้ำจากเขื่อนสตึงนัมน้ำเกิดขึ้นจริง ไทยจะมีการลงทุนด้านท่อส่งน้ำสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท” ดร.สมเกียรติกล่าวย้ำ
อย่างไรก็ตาม โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัมนั้นริเริ่มภายใต้บันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่าง 2 ประเทศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ตามมาด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและมีการประชุมความร่วมมือด้านพลังงานและการจัดการน้ำกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย กับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในการประชุม Asia Cooperation Dialogue Summit เมื่อเดือนตุลาคม 2559 ที่ตกลงจะพัฒนาโครงการดังกล่าว
กว่าจะมาเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสตึงมนัม
จากข้อมูลโครงการฟนฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีนและพมา (TERRA) ได้ทำการศึกษาโครงการผันน้ำสตึงมนัมโดยประมวลผลสรุปไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 โดยระบุว่า “สตึงมนัม” เปนแมน้ำสายสําคัญซึ่งอยูทางทิศตะวันตกของประเทศกัมพูชา และติดกับชายแดนไทย-กัมพูชา มีตนกำเนิดบริเวณเทือกเขาบรรทัด และเทือกเขาพนมกาวาน เปนเขตติดตอกับ จ.พระตะบอง-จ.โพธิสัตว ในประเทศกัมพูชา และดาน จ.ตราด ประเทศไทย และไหลผาน จ.พระตะบอง จ.โพธิสัตว์ และ จ.เกาะกง ซึ่งมารวมกับแมน้ำเกาะปอ แลวเรียกกันว่า “แมน้ำครางครืน”
จากนั้นไหลออกทะเลที่ จ.เกาะกง ในบริเวณอาวไทย มีความยาวประมาณ 90-100 กิโลเมตร แมน้ำสายนี้มีความสําคัญทางเศรษฐกิจของกัมพูชาเปนอยางมาก เนื่องจากเปนแหลงทรัพยากรที่สําคัญ ทั้งปาไม สัตวปา มีแกงหิน น้ำตกที่สวยงาม รวมทั้งสัตวน้ำนานาชนิดจานวนมาก แมน้ำสตึงมนัมมีพื้นที่ลุมน้ำประมาณ 1,000 ตารางกิโลเมตร ทําใหบริเวณปกคลุมไปดวยปาทึบ และยังไมมีประชาชนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้
โครงการผันน้ำสตึงมนัม เปนทั้งโครงการเพื่อการผลิตไฟฟาและการผันน้ำจากกัมพูชามายังประเทศไทย โดยมีการสรางเขื่อนกั้นแมน้ำสตึงมนัมบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย ด้าน จ.ตราด จํานวน 3 เขื่อน มีทอสงน้ำและติดตั้งเครื่องกําเนิดไฟฟาในเขตประเทศไทยที่ จ.ตราด ทั้งโครงการสามารถติดตั้งเครื่องกําเนิดไฟฟาไดรวมกัน 438.7 เมกะวัตต มีมูลคาโครงการรวมประมาณ 23,900 ลานบาท
ยอนกลับไปในชวง 2536-2537 องคการความรวมมือระหวางประเทศของญี่ปุน (JICA) ไดใหความชวยเหลือแกรัฐบาลไทยในการศึกษาความเหมาะสม ซึ่งไดระบุการสรางเขื่อนบนแมน้ำสตึงมนัมไวทั้งหมด 3 เขื่อน ตอมาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539 คณะรัฐมนตรีของไทยมีมติรับรองบันทึกความเขาใจ ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตรเทคโนโลยีและสิ่งแวดลอม ไดลงนามรวมกับรัฐบาลกัมพูชา ในการศึกษาความเหมาะสมเบื้องตนในการพัฒนาทรัพยากรน้ำของแมน้ำสตึงมนัมและแมน้ำมีโตะ แตยังไมมีความรวมมือในเชิงรูปธรรมที่ชัดเจน จนถึงปจจุบันโครงการผันน้ำมีความชัดเจนมากขึ้น ภายใตกรอบความรวมมือปฏิญญาพุกาม
ถอดแบบ"มารีน่า บาร์ราจ"แหล่งเก็บน้ำจืดสำรอง
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการ กล่าวกับ"คมชัดลึก"ถึงแนวทางการจัดหาน้ำสำรองเพื่อใช้ในโครงการอีอีซี โดยระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ว่าจะมีแนวทางใดบ้าง นอกจากการใช้ 3 อาร์ คือ รียูส (Reuse) รีดิวซ์ (Reduce) และรีไซเคิล (Recycle) โดยส่วนหนึ่งก็ต้องผลิตเอาจากน้ำทะเลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจาก กนอ.มีพื้นที่ว่างเปล่าอยู่ติดทะเล สามารถก่อสร้างอาคารกั้นน้ำในทะเล เพื่อแปลงน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืดได้
รองอธิบดีกรมชลฯ เผยต่อว่า สำหรับการสร้างเขื่อนหรืออาคารกั้นน้ำในทะเลนั้นมีอยู่ 2 แนวทาง ได้แก่ การแปลงน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดโดยผ่านกระบวนการกำจัดเกลือออกจากน้ำทะเล (Desalination) โดยใช้เทคนิคก้าวหน้าเช่นเดียวกับอิสราเอล และการใช้น้ำจืดไล่น้ำเค็มแล้วเก็บน้ำจืดไว้ในเขื่อน โดยถอดแบบมาจากมารีน่า บาร์ราจ (Marina Barrage) ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับเก็บกักน้ำสำรองในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากปัจจุบันการสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่เกือบจะไม่มีแล้ว
"เราต้องมาศึกษาว่าสามารถเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำจืดเลยได้ไหม ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ซึ่งสิงคโปร์เขาทำอยู่แล้วที่มารีน่า บาร์ราจ เขาก็พร้อมศึกษาให้โดยใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท อีกทางหนึ่งเอาน้ำจืดมาจากอ่างเก็บน้ำของ 3 เขื่อนใหญ่ใน จ.ระยอง ช่วงฤดูน้ำนองมาเก็บไว้ดีกว่าทิ้งทะเลสูญเปล่า เราจะทำแบบทูอินวัน คือทำสองอย่างไปพร้อมกัน ผลิตจากน้ำทะเลเป็นน้ำจืด และนำน้ำจากข้างบนมาเก็บไว้ เป็นแนวทางที่เรานำเสนอต่อกนอ.” ดร.สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย



