ข่าว

ข้อมูลลับ"ปู"ถึงกองทัพ-ยันตามตัวคืบ

ข้อมูลลับ"ปู"ถึงกองทัพ-ยันตามตัวคืบ

06 ก.ย. 2560

ผบ.ทบ.ยันคืบหน้าตามตัว “ปู” ขณะที่ “ศรีวราห์” เผยส่งข้อมูลลับให้กองทัพแล้ว “บิ๊กป้อม-วิษณุ" ติง "กกต." ประกาศเลือกตั้งส.ค.61 "บิ๊กตู่"ถก"จิ้นผิง"ลงนาม4ฉบับ

     ความคืบหน้าการติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบเส้นทางหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ขณะนี้มีแนวโน้มความชัดเจนแต่ยังบอกรายละเอียดไม่ได้ เพราะกล้องวงจรปิดไม่ได้ต่อเนื่องกัน ต้องให้ได้ภาพที่ต่อเนื่องกันตลอดเส้นทางก่อน เพื่อดูว่าใครไปทำอะไรบ้าง ไม่เป็นไรรอให้เจ้าหน้าที่ทำเสร็จก่อนแล้วจะมาชี้แจงทั้งหมด ตอนนี้กำลังไล่กล้องวงจรปิดกันอยู่ จะเป็นลักษณะการตามตัวมือระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

     “ตอนนี้มีทีมงานดำเนินการอยู่แล้ว คงไม่มีเป็นร้อยทีมแต่เพียงพอสำหรับการตรวจสอบ ส่วนการตรวจสอบคืบหน้ากี่เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่สามารถบอกได้แต่มีความคืบหน้า ซึ่งเราจะไปกำหนดกรอบเวลาไม่ได้ เพราะบางช่วงมันไม่มีกล้อง ระยะทางมันไกล” พล.อ.ประวิตร กล่าว

     เมื่อถามว่าจะสามารถแก้ข้อครหาที่ว่าเจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจหรือกะพริบตาได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยืนยันไม่มีเรื่องกะพริบตาข้างหนึ่ง กะพริบสองข้างยังไม่ได้เลย ส่วนความคืบหน้าการประสานข้อมูลจากต่างประเทศ เราได้มีการสอบถามไปแล้ว แต่ยังไม่ได้คำตอบมา 190 กว่าประเทศ และตนจะเดินทางไปยังกัมพูชาเพื่อประชุมร่วมครม.ไทย-กัมพูชา ในวันที่ 7 กันยายน ส่วนจะประสานให้ทางทหารกัมพูชาตรวจสอบเส้นทางหรือไม่นั้น ขอตรวจสอบในส่วนของเราก่อน

     เมื่อถามย้ำว่า จะสรุปเส้นทางที่ชัดเจนและระบุสถานที่อยู่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังบอกไม่ได้

ยันรัฐไม่นิ่งนอนใจขอเวลาสอบ

     ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า เรื่องนี้มีความคืบหน้าพอสมควร โดยเป็นเรื่องของคณะทำงาน ซึ่งเราต้องให้เวลากับเจ้าหน้าที่ด้วย เนื่องจากมีรถที่เกี่ยวข้องหลายคันและรถแต่ละคันก็ต้องตรวจสอบรายละเอียดจากกล้องวงจรปิดหลายสิบตัว แต่ความคืบหน้านั้นมีแน่นอน ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่จะชี้แจง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะชี้แจงในเรื่องนี้เอง ส่วนที่มีกระแสข่าวว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและน.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจมีความเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์นี้นั้นยังไม่ทราบ แต่เรื่องทั่วไปยังไม่มีอะไรที่น่าห่วงใย

     “เราไม่สามารถแย้มความคืบหน้าได้ เกรงว่าจะเกิดความสับสน เพราะมีบางคนพูดถึงเรื่องรถฟอร์จูนเนอร์ เดี๋ยวพอเวลาจริงๆ ไม่ใช่รถฟอร์จูนเนอร์ก็จะบอกว่าที่พูดไว้ทำไมไม่ใช่รถฟอร์จูนเนอร์ ดังนั้นขอให้มีความชัดเจนก่อนก็จะออกมาบอก ทุกวันนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจและเจ้าหน้าที่ทำงานทั้งวันทั้งคืนในการไล่ดูกล้องวงจรปิดทุกพื้นที่และรถต้องสงสัยทุกคัน ผมก็ทราบจากพล.อ.ประวิตรว่ามีความคืบหน้าพอสมควร ถ้ามีอะไร พล.อ.ประวิตรคงชี้แจงรวมถึงทางตำรวจโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว

     เมื่อถามว่า เป็นที่ยืนยันชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า หลักฐานยังไม่มี แต่เป็นการทำงานตามกรอบความคิดและความเชื่อที่เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว เมื่อถามว่า จากการวิเคราะห์เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ยังไม่ขอสรุปและต้องขอเวลาตรวจสอบอีกนิดหนึ่ง เพราะเรื่องนี้ต้องใช้เวลา

ข้อมูลลับ"ปู"ถึงกองทัพ-ยันตามตัวคืบ

เผยส่งข้อมูลลับให้กองทัพแล้ว

     ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า การสืบสวนติดตามในขณะนี้มีความคืบหน้าแต่เปิดเผยไม่ได้เนื่องจากเป็นเรื่องความมั่นคงที่ต้องให้กองทัพเป็นผู้ตอบ ที่ผ่านมาตำรวจก็ทำงานร่วมกับกองทัพมาตลอด การสืบสวนตอนนี้มีความคืบหน้าต่อจิ๊กซอว์ได้ 80% แล้วยังไม่สุดทาง ส่งข้อมูลให้ทางกองทัพแล้ว สอดคล้องกับข้อมูลที่กองทัพมีอยู่ หากมีการร้องทุกข์ดำเนินคดีเมื่อไหร่ก็ทราบเอง ซึ่งจะดำเนินการร้องทุกข์หรือไม่ขึ้นอยู่กับทางกองทัพจะเป็นผู้พิจารณา เชื่อว่าเดี๋ยวทางกองทัพก็คงมาร้องทุกข์ 

     “วันนี้ทางกองทัพก็ต้องพิจารณาว่าหากทำแล้วจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม หากมีการร้องทุกข์จริงก็สามารถไปร้องทุกข์ที่ใดก็ได้ หรือที่กองบังคับการปราบปรามก็ได้ ข้อมูลที่มีในขณะนี้น่าจะร้องทุกข์ได้ในความผิดตามพระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมือง เท่าที่ดูตอนนี้ได้ตามกฎหมายเดียว ผมตอบได้เพียงเท่านี้ จะไปก้าวล่วงกองทัพไม่ได้” รองผบ.ตร.กล่าว และว่า ข้อมูลของตำรวจและกองทัพในขณะนี้สอดคล้องกันแต่ยังเป็นข้อมูลลับที่สุด

     เมื่อถามว่า มีบุคคลเป้าหมายที่จะร้องทุกข์ดำเนินคดีแล้วใช่หรือไม่ รองผบ.ตร.กล่าวว่า ก็ต้องมี บอกแล้วว่าคืบหน้า แต่ไม่สามารถบอกได้เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคง กองทัพจะพิจารณาตำรวจจะไม่ก้าวล่วง ข้อมูลเหล่านี้ได้รายงานต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ก็ได้สั่งการให้ดำเนินการตามกบิลบ้านกบิลเมือง ซึ่งตามคำสั่งคสช.ให้อำนาจทางกองทัพดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ตำรวจทำหน้าที่ให้ข้อมูลสนับสนุนกองทัพไม่สามารถบอกได้จะมีการร้องทุกข์หรือไม่และเมื่อไหร่ ตอนนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ไหนจะตอบได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องทุกข์แล้วเท่านั้น ต้องให้ทางกองทัพดำเนินการก่อน

     ส่วนกรณีการปรากฏรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ต้องสงสัยนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า “ไม่ใช่ ตัดออกไปแล้ว”

“บิ๊กป๊อก”ฉุนถูกพาดพิง“ปู”หนี

     ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดกรณีเพจเฟซบุ๊กแห่งหนึ่งอ้างว่าในช่วงที่เดินทางไปเป็นประธานการประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 23-25 สิงหาคม ที่ผ่านมา อาจมีส่วนกับการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า “ผมไม่ค่อยเข้าใจสื่อประเทศไทยจริงๆ ผมจะไปเกี่ยวอะไรด้วย ผมไม่เข้าใจ ไม่มีอะไรทำกัน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพราะคุณชอบถามอย่างนี้ มันก็ไม่ได้อะไรกับประเทศไทยเลย สังคมก็ไม่ได้อะไร แต่นิสัยคุณชอบถามอย่างนี้ ด้วยอำนาจหน้าที่ผมไม่ได้เกี่ยวข้อง โดยสิ่งที่ผมไม่ควรทำก็ไม่ไปทำอะไรที่พิเรนทร์ขนาดนั้น ผมจะให้เจ้าหน้าที่ดูตามกฎหมายว่าจะดำเนินการได้อย่างไร ผมไม่ทราบว่าจะดำเนินการทางกฎหมายได้ไหมกับการที่จะมากล่าวหา เหมือนคุณนั่งทำงานเฉยๆ แล้วมีคนมากล่าวหาอย่างนี้ มันไม่ใช่ผมอย่างเดียว ครอบครัวผม ตระกูลผม สังคมก็ไม่ได้อะไรขึ้นมากับเรื่องนี้ ถามอะไรแบบไร้ความคิด ไร้สมองจริงๆ เลย”

     ผู้สื่อข่าวถามว่า แปลกใจหรือไม่ทำไมถึงมีชื่อทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ถามอย่างอื่นดีกว่า ผมเบื่อ” เมื่อถามย้ำว่า หากตรวจสอบพบว่าเข้าข่ายกล่าวหาก็พร้อมฟ้องร้องดำเนินคดีใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ไม่พูดนะ ผมพูดไปแล้วนะ จบไปแล้ว ผมพูดอย่างที่ควรพูดไปหมดแล้ว คุณก็จะถามให้เป็นอย่างนั้นไปอีก ผมพูดอย่างที่ควรพูดไปเรียบร้อยแล้ว”

พท.ซัดมาร์คระวังความคิดเห็น

      นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าครบเงื่อนไขในการยกเลิกหนังสือเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หากกระทรวงการต่างประเทศไม่ชี้แจงจะตกเป็นจำเลยสังคมว่า ความจริงเรื่องการยกเลิกหนังสือเดินทางเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีระเบียบปฏิบัติเป็นแนวทางในการดำเนินการอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย การที่ฝ่ายการเมืองมาแสดงความเห็นในลักษณะนี้ควรใช้ความระมัดระวัง เพราะอาจถูกตั้งคำถามได้ว่าไปเกี่ยวข้องอะไร หรืออาจถูกมองว่าไปกดดันการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรือไม่ 

      “นายอภิสิทธิ์เคยเป็นนายกรัฐมนตรี น่าจะทราบว่าการดำเนินการใดๆ ต้องยึดหลักความถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนประเด็นที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะขอลี้ภัยการเมืองนั้น ขนาดผมเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยยังไม่ทราบเลยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ไหน และยังไม่รู้เลยว่าจะขอลี้ภัยทางการเมืองหรือไม่ พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ไปแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์น่าจะออกมาชี้แจงในช่วงเวลาที่เหมาะสม ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะไปคาดการณ์ไปในทางหนึ่งทางใด จะสร้างความสับสนและสังคมไม่ได้ประโยชน์ นายอภิสิทธิ์ควรเลิกยุ่งเรื่องคนอื่น เอาเวลาไปคิดนโยบายและพัฒนาพรรค เผื่อจะชนะการเลือกตั้งจะดีกว่าหรือไม่” นายอนุสรณ์ กล่าว

ข้อมูลลับ"ปู"ถึงกองทัพ-ยันตามตัวคืบ

เชื่อ“ปู"เผ่นไม่กระทบมวลชน

     ที่ศาลทหารกรุงเทพ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวถึงทิศทางของกลุ่มนปช. ภายหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า การรักษาจุดยืนประชาธิปไตยของกลุ่มนปช.ไม่จำเป็นที่จะต้องรอท่าทีของใคร เนื่องจากเรามีความชัดเจนมาตลอดว่าเราต่อสู้เพื่อสิ่งนี้ หากทางพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันหลักการประชาธิปไตย กลุ่มนปช.ก็จะเป็นแนวร่วมและเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนใครจะมาเป็นผู้นำพรรคคนต่อไปนั้นถือเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคต้องดำเนินการกันเอง

     นายณัฐวุฒิ ยืนยันว่า การหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่กระทบต่อขวัญและกำลังใจของมวลชนกลุ่มนปช. เนื่องจากมีประสบการณ์การต่อสู้มากว่า 10 ปี ทำให้มวลชนเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี และสามารถประเมินสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง คดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ คือกระบวนการก่อนถึงชั้นศาล มีคำถามถึงหลักนิติธรรมอยู่หลายขั้นตอนทั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือขั้นตอนหลังการรัฐประหาร ซึ่งมีการใช้มาตรา 44 เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งตรงนี้ประชาชนมองเห็น ส่วนกระบวนการพิจารณาและคำพิพากษาของศาลนั้น เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ

     “เชื่อว่าประชาชนเข้าใจการตัดสินใจของคุณยิ่งลักษณ์ และไม่ส่งผลกระทบต่อหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนยึดถือมาตลอด 10 ปี คนเสื้อแดงออกมาต่อสู้ก่อนคุณยิ่งลักษณ์เข้ามาเป็นนักการเมือง จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องยึดติดว่าใครจะอยู่หรือจะไป แต่ขึ้นอยู่กับหลักการต่อสู้ยังอยู่ในใจของประชาชนหรือไม่ ถ้ายังอยู่ทุกอย่างก็เดินหน้า” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ถามรื้อฟื้นสลายเสื้อแดงทำไม

     วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวกรณีแกนนำนปช.เรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รื้อคดีการสลายการชุมนุมกลุ่มนปช.ปี 2553 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 99 ศพพิจารณาใหม่ว่า ถึงวันนี้ไม่มีอะไรที่มีผลกระทบต่อหน่วยงานด้านความมั่นคง ทุกอย่างก็ว่ากันไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนที่กลุ่มนปช.อยากให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่นั้น จะให้รื้อขึ้นมาอีกทำไม เจ้าหน้าที่ทำแทบตาย

     เมื่อถามว่า ทหารจะเดือดร้อนหรือไม่หากมีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาจริง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “คงไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ทำตามกฎหมาย” เมื่อถามย้ำว่าจะกลายเป็นคลื่นใต้น้ำหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ขอให้ว่าไปตามกระบวนการ

อ้ำอึ้งมีเลือกตั้งในปี61หรือไม่

     ส่วนกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ระบุวันเลือกตั้งเบื้องต้นเดือนสิงหาคม 2561 พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า กกต.ก็กำหนดไป แต่ยังไม่รู้ว่ากฎหมายลูกจะเสร็จเมื่อใด เพราะต้องรอกฎหมายลูกก่อน ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ กกต.กำหนดเบื้องต้นใกล้เคียงกับตุ๊กตาที่รัฐบาลวางไว้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้วางตุ๊กตา รัฐบาลตั้งไทม์ไลน์ออกมาเท่านั้นเอง ไม่ได้บอกว่าจะต้องเลือกตั้งเดือนไหน แต่ต้องยึดกฎหมายลูก

     เมื่อถามย้ำว่า สุดท้ายการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2561 แน่นอนหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่รู้ ถามได้อย่างไร” ผู้สื่อข่าวตอบว่าถามเพื่อประชาชนจะได้มั่นใจ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะไม่มั่นใจได้ยังไง ไม่มั่นใจตรงไหน ทำยังไงถึงไม่มั่นใจ ผู้สื่อข่าวถามว่าเพราะมีคนพูดว่าอาจจะไม่มีการเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ใครเป็นคนพูดก็ไปถามคนนั้น” เมื่อถามย้ำว่า ทำไมถึงไม่มั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งปีหน้าหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็กฎหมายลูกยังไม่แล้วเสร็จ

     ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีกกต.ออกมาระบุช่วงเวลาเลือกตั้งจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม 2561 ว่า ตามที่เขาพูดนับเพียงแค่ว่าเมื่อกฎมายลูกผ่านสภาและมีผลประกาศใช้เมื่อไหร่ ให้นับต่อไปอีก 5 เดือน แล้วจะมีการเลือกตั้ง แล้ว กกต.ไม่รอเวลาทูลเกล้าฯ ถวายกฎหมายหรือ

     ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปฏิเสธให้ความเห็นต่อกรณีกกต.เตรียมแผนการเลือกตั้งและคาดว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งภายในปี 2561 ระบุเพียงว่าประเด็นดังกล่าวนั้นตนไม่ทราบ และที่ผ่านมากกต.ไม่เคยประสานมายังกรธ.และสอบถามถึงความชัดเจนต่อการออกกฎหมายเพื่อใช้ในการเลือกตั้งที่กรธ.อยู่ระหว่างจัดทำ 2 ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญกำหนดให้กรธ.มีกรอบจัดทำร่างพ.ร.ป.จำนวน 10 ฉบับภายใน 240 วัน ซึ่งยืนยันว่าจะทำเสร็จได้ทันกรอบเวลาแน่นอน ส่วนหลังจากจัดทำเสร็จจะมีประเด็นอื่นๆ ให้พิจารณาหรือไม่ก็ไม่ทราบ และถึงช่วงนั้นจริงกรธ.ชุดนี้อาจไม่อยู่แล้ว

ข้อมูลลับ"ปู"ถึงกองทัพ-ยันตามตัวคืบ

สมชัยออกตัวเปลี่ยนแปลงได้

     นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการ กกต. กล่าวกรณีกระแสวิจารณ์ถึงการกำหนดปฏิทินการเลือกตั้งภายในของกกต.ที่กำหนดว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนสิงหาคม 2561 ว่าเป็นการทำงานภายในของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิทินดังกล่าวยังไม่ได้เข้าสู่ที่ประชุมของกกต.แต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่ต้องเตรียมการล่วงหน้าซึ่งไม่ใช่การกดดันให้รัฐบาลต้องเร่งจัดให้มีการเลือกตั้ง เพราะปฏิทินที่กำหนดออกมาก็ยังไม่นิ่ง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นเดียวกับที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุ เพราะเป็นเพียงการเตรียมการของฝ่ายธุรการเท่านั้น จึงเป็นแค่ตุ๊กตา

     “สังคมไม่ต้องตื่นเต้น แต่ถ้าไม่เป็นไปตามคาดการณ์ เกิดความล่าช้าออกไป กกต.ก็ยิ่งมีเวลาเตรียมการมากขึ้น ทั้งนี้ได้ขอให้ฝ่ายบริหารการเลือกตั้งได้สรุปการประชุมผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด 77 จังหวัดที่มีขึ้นในช่วงวันที่ 4-5 กันยายน ให้ที่ประชุม กกต.ได้รับทราบแล้ว” นายสมชัย กล่าว

นัดรวมพลรื้อคดีสลายเสื้อแดง

     นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. เปิดเผยว่า จะมีการนัดรวมตัวกันของกลุ่มนปช.และฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อมาหารือในข้อกฎหมายกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งยกฟ้องการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานและยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องการเมือง ย้ำว่าไม่มีการเดินขบวนหรือชุมนุมใดๆ ทั้งสิ้น จึงอยากขออนุญาตคสช.ไว้ตรงนี้ เพื่อติดตามทวงหาความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต 100 ศพ ส่วนจะอนุญาตหรือไม่นั้นในส่วนตนก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำอยู่แล้วเริ่มจากไม่ได้ไปสร้างความวุ่นวาย

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าในส่วนคดีที่ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาคดีสลายชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ล้อมรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยมีมติยื่นอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น. จำเลยที่ 4 โดยส่งคำอุทธรณ์ผ่านศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น

      ล่าสุดวันที่ 5 กันยายน มีรายงานข่าวแจ้งว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เตรียมจะส่งหมายแจ้งให้ พล.ต.ท.สุชาติ ทราบและให้ทำคัดค้านอุทธรณ์ยื่นกลับมาภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับหมายแจ้ง ทั้งนี้ หาก พล.ต.ท.สุชาติทำคัดค้านส่งมาแล้ว ตามขั้นตอนทางศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะรวบรวมคำอุทธรณ์ของโจทก์, คำคัดค้านอุทธรณ์ของจำเลย และเอกสารสำนวนทั้งหมดเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 195 วรรคสี่ บัญญัติแล้วจะให้ลงมติเลือกผู้พิพากษา 9 คนที่มีอาวุโสไม่ต่ำกว่าระดับหัวหน้าคณะในศาลฎีกาและต้องไม่เคยนั่งพิจารณาคดีที่ตัดสินนั้นมาก่อนเพื่อเป็นตัวแทนที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยคำอุทธรณ์ต่อไป 

     ทั้งนี้ คดีสลายชุมนุมพธม.ถือเป็นคดีแรกที่ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญใหม่ขณะที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใหม่ยังไม่ออกมาบังคับใช้

ข้อมูลลับ"ปู"ถึงกองทัพ-ยันตามตัวคืบ

อำนาจสนช.เซตซีโร่องค์กรอิสระ

     นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ให้สัมภาษณ์กรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อประเด็นการกำหนดวาระดำรงตำแหน่งของผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ให้ความเห็นชอบให้ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันดำรงตำแหน่งต่อโดยไม่นำคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญบังคับใช้ว่า ถือเป็นคำรับรองว่าการกำหนดให้กรรมการองค์กรอิสระใดอยู่ต่อหรือไม่เป็นสิทธิที่ทำได้ตามที่สนช.จะพิจารณา ซึ่งกรธ.ไม่สามารถโต้แย้งใดๆ ในกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อประเด็นดังกล่าวของสนช.ได้ ส่วนกรณีนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้องค์กรอิสระอื่นใดอยู่ต่อหรือไม่ขึ้นอยู่ที่สนช.จะพิจารณา

     นายมีชัย กล่าวตอบข้อถามกรณีการกำหนดวาระของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับองค์กรดังกล่าวจำนวน 2 ฉบับอยู่ระหว่างการจัดทำว่า กรธ.จะยืนยันในหลักการที่เคยกำหนดไว้ว่ากรรมการองค์กรอิสระใดที่มีคุณสมบัติครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ส่วนสนช.จะพิจารณาเป็นอื่นหรือไม่ต้องสอบถามทางสนช.เนื่องจากเป็นอำนาจของสนช. ที่ผ่านมากรธ.กำหนดให้เซตซีโร่องค์กรอิสระมีเพียงองค์กรเดียวคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) เพราะมีประเด็นที่เป็นผลกระทบตามที่ต่างประเทศท้วงติง

     “ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้นผมตอบไม่ได้ว่าจะเป็นปัญหาในอนาคตหรือเป็นวิกฤติการใช้รัฐธรรมนูญในวันข้างหน้าหรือไม่ ต้องรอดูคำวินิจฉัยฉบับเต็มจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน แต่ตอนนี้สิ่งที่คำวินิจฉัยออกมาคือรับรองว่า สนช.สามารถกำหนดวาระดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระปัจจุบันได้” นายมีชัย กล่าว

     ด้านนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. กล่าวต่อประเด็นเดียวกันว่า มองว่าการกำหนดให้กรรมการองค์กรอิสระใดจะอยู่ต่อไม่ ควรต้องพิจารณาคุณสมบัติในรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ดังนั้นกรณีที่กำหนดให้กรรมการองค์กรใดอยู่ต่อโดยงดใช้คุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นทั้งการทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของสนช. เป็นคนละบทบาทกับกรธ. ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่รับรองการบัญญัติกฎหมายของสนช. นั้นจะเป็นปัญหาหรือไม่ ตอบยาก แต่ในหลักการยืนยันว่าวาระดำรงตำแหน่งของกรรมการ ป.ป.ช. ที่กรธ.เตรียมเขียนในร่าง พ.ร.ป.ป.ป.ช.ก่อนส่งให้ สนช.นั้นจะยืนยันในหลักการเดิมคือ อยู่ได้เมื่อคุณสมบัติครบตามรัฐธรรมนูญกำหนด

     “ผมเข้าใจว่าการเขียนบทเฉพาะกาลฉบับที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระนั้นอาจมีปัจจัย เงื่อนไขที่ต้องพิจารณาแตกต่างกัน หากจะกำหนดให้กรรมการองค์กรอิสระใดที่ขาดคุณสมบัติอยู่ต่อ ก็ต้องกำหนดประเด็นเงื่อนไขด้านเวลาให้ชัดเจน เช่น อยู่ต่อจนกว่าจะสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งแทนเป็นต้น ส่วนจะกำหนดให้อยู่จนครบวาระนั้น อาจเป็นประเด็นที่ไม่สมควร” นายชาติชาย กล่าว

ข้อมูลลับ"ปู"ถึงกองทัพ-ยันตามตัวคืบ

ระบุออกก.ม.คุมสื่อชี้ไม่ถูกทาง

     นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปสื่อว่า วันนี้เป็นการคุยในเบื้องต้นเรื่องกรอบการดำเนินงาน รวมถึงระยะเวลาการทำงาน ซึ่งมีวาระในการพิจารณาคือ ข้อมูลที่เรานำมาประกอบการทำงาน มีข้อมูลจากแหล่งไหนบ้าง โดยข้อมูลเรื่องการปฏิรูปสื่อมีข้อเสนอทั้งจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) รวมถึงองค์กรวิชาชีพสื่อด้วย รวมแล้วมีข้อมูลเกือบ 20 ชุด ไม่ได้เป็นการทำงานแบบเริ่มต้นใหม่ แต่นำข้อมูลที่มีมาปัดฝุ่นและนำมาวางแผนว่าจะดำเนินการได้แบบไหนบ้าง ซึ่งที่ประชุมคุยกันว่ากรอบแนวคิดที่ให้ออกกฎหมายกำกับควบคุมสื่อโดยตรงนั้นคิดว่าคงไม่ถูกทางแต่คงมาในแนวทางสนับสนุนการทำงานของสื่อ 

     ส่วนการควบคุมดูแลจริงๆ ควรเป็นหน้าที่ของประชาชนให้มากขึ้นซึ่งประชาชนเป็นกลุ่มผู้ที่ได้รับผลจากสื่อ ดังนั้นสิ่งที่วางกรอบไว้เบื้องต้นคือการออกกฎหมายเพื่อกำกับสื่อเป็นสิ่งที่ไม่ควร ทั้งนี้กรอบต่างๆ เหล่านี้จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 3 เดือน ก่อนวันที่ 28 ธันวาคม โดยหลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการรับความคิดเห็น ซึ่งมองแล้วว่าข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มีเยอะเบื้องต้นทางคณะจะมีการประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และในเดือนหน้าเป็นต้นไปจะประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

     เมื่อถามถึงโอกาสการปรับแก้กฎหมายคุมสื่อ นายจิรชัย กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวที่ สปท.เสนอไปนั้นผ่านกระบวนการถึงสภาแล้ว เราคงไม่ไปแตะ แต่อะไรก็ตามที่อยู่ระหว่างดำเนินการยังไม่เข้ากระบวนการอะไร เราก็ต้องไปดู ซึ่งสังคมไม่เห็นด้วยกับการเอารัฐไปควบคุมดูแลทุกมิติ แต่ตนเสนอว่าขอใช้คำว่าประชารัฐมาร่วมด้วยคือจะปล่อยให้เป็นอิสระลำพังก็เป็นเรื่องสุดโต่งไป เพราะสมัยนี้ตัวผู้บริโภคเองก็เป็นผู้ผลิตสื่อได้แล้ว ก็ต้องอยู่ในการกำกับมิติเหล่านี้ อยู่ที่ว่าเราจะเอาในมิติไหน เรื่องกฎหมายเราคงไม่ก้าวล่วง แต่เรามีข้อเสนอได้ 

     นอกจากนี้เรายังต้องดูสิ่งที่เป็นปัญหาของสื่อที่ต้องแก้อย่างเร่งด่วนคืออะไร เช่น ผลกระทบของทีวีดิจิทัล เป็นต้น ดังนั้นการทำงานควรทำสองด้านคือปฏิรูปสื่อและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่สื่อได้รับผลกระทบ ทั้งนี้เราจะต้องรับฟังความเห็นของสังคมเป็นเวลา 2 เดือน เพราะถ้าทุกภาคส่วนไม่เห็นด้วยกับแนวทางของเรา แล้วเราจะดันทุรังทำทำไม

ข้อมูลลับ"ปู"ถึงกองทัพ-ยันตามตัวคืบ

“บิ๊กตู่”ลงนามความร่วมมือจีน

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เข้าพบหารือทวิภาคีกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการประชุมระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่(บริกส์)และประเทศกำลังพัฒนา

     พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการกระชับความร่วมมือหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่รอบด้านกับจีน รวมทั้งขับเคลื่อนความร่วมมือที่มีอยู่ให้คืบหน้าและเป็นรูปธรรม ตลอดจนขยายความร่วมมือที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น ผู้นำทั้งสองยินดีที่เห็นพัฒนาการความร่วมมือจากที่ได้เคยหารือไว้ โดยเฉพาะด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ในระดับประชาชน

     สำหรับโครงการความร่วมมือด้านรถไฟไทย-จีน นายกรัฐมนตรีย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยในการดำเนินโครงการให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงและการพัฒนา ซึ่งไทยเห็นว่าความเชื่อมโยงคือหัวใจของการพัฒนาอันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุมโดยไทยสนับสนุนยุทธศาสตร์ Belt and Road (BRI) และพร้อมทำงานร่วมกับจีนในการส่งเสริมการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ประเทศและประชาชนตามแนวเส้นทางสายไหมได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ยุทธศาสตร์บีอาร์ไอและ เมด อิน ไชน่า 2025 ของจีน สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย และการพัฒนาโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี)ซึ่งไทยพร้อมกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนตามระเบียงเศรษฐกิจจีน-คาบสมุทรอินโดจีน และเป็นประตูสู่ตลาดทั้งในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี อาเซียน อาเซป และเอเชียใต้

     พล.ท.วีรชน กล่าวอีกว่า ในโอกาสนี้ไทยและจีนเห็นพ้องว่าการป้องกันและแก้ไขประเด็นท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ไทยห่วงกังวลเกี่ยวกับปัญหาการก่อการร้าย จึงสนับสนุนให้ไทยและจีนมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูล ข่าวสาร และแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการกับการก่อการร้ายระหว่างกัน

     ทั้งนี้ภายหลังการหารือทั้งสองฝ่ายได้เป็นสักขีพยานการลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1.สัญญาการออกแบบโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและสารธารณรัฐประชาชนจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา ระยะที่ 1, 2.สัญญาที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและสารธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา ระยะที่ 1, 3.ร่างแผนปฏิบัติการความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีน (พ.ศ. 2560-2564) และ 4.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในกรอบเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21

ร่วมศก.-ท่องเที่ยวทาจิกิสถาน

    พล.ท.วีรชนกล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้หารือกับนายเอมอมาลี เราะห์มาน ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐทาจิกิสถาน โดยทั้งสองฝ่ายยินดีที่ความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 25 ปี ในปีนี้ ซึ่งไทยถือว่าทาจิกิสถานเป็นประเทศหุ้นส่วนที่สำคัญ และมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันในทุกสาขาที่เป็นประโยชน์

     ส่วนด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไทยและทาจิกิสถานเห็นพ้องขยายความสัมพันธ์อย่างรอบด้าน โดยเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพที่จะเพิ่มพูนการค้าการลงทุนระหว่างกันได้อีกมาก และอาจใช้ประโยชน์จากความตกลงและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่