
สาวตุ๋นเหยื่อ 7 รายแต่งงานเชิดเงิน 3.7 ล้าน
เหยื่อ 7 ราย โร่แจ้งความกองปราบฯ หลังถูกสาวเเสบตุ๋นหลอกแต่งงานก่อนเชิดเงินรวมกว่า 3 ล้าน 7 เเสนบาทเผ่นหนี
5 ก.ย. 60 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมด้วยผู้เสียหาย 7 ราย ที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกให้แต่งงานแล้วเชิดเงินสินสอด เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. โดยนำเอกสารหลักฐาน อาทิ หลักฐานการโอนเงิน บทสนทนา การ์ดงานแต่ง รูปภาพต่างๆ มามอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณาคดีความ
นายสงกรานต์ กล่าวว่า วันนี้ได้นำผู้เสียหายเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม หลังผู้เสียหายทั้งหมดถูก น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ หลอกให้แต่งงานด้วย โดยพฤติกรรมจะทำทีเข้ามาพูดคุยผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งได้พูดคุยกันจนสนิทสนม จากนั้นก็จะนัดเจอจนมีความสัมพันธ์กัน ก่อนที่ทาง น.ส.สร้อยเพ็ชร จะชักชวนแต่งงานโดยพูดคุยขอสินสอดและให้โอนเงินผ่านบัญชี เหยื่อหลายรายได้หลงเชื่อโอนเงินไปก่อนที่จะมีการแต่งงาน ซึ่งระหว่างแต่งงานได้มีการให้ฝ่ายชายไปขายผลไม้ ก่อนที่จะหลบหนีไป ต่อมาสืบทราบว่า น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ตัวจริงกับผู้ต้องหาเป็นคนละคนกัน ซึ่งแท้จริงแล้วผู้ต้องหาคือ น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดเลย แต่ใช้ชื่อ น.ส.สร้อยเพ็ชร ในการพิมพ์บนการ์ดเชิญงานแต่งงาน และเป็นชื่อเจ้าของบัญชีที่ผู้เสียหายได้โอนเงินเข้าไปให้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้เสียหายหลายรายที่ถูกผู้ต้องหารายนี้หลอก รวมทั้งตำรวจหลายท้องที่ได้ดำเนินการออกหมายจับ อาทิ สภ.เมืองระยอง สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ สภ.สำโรงใต้
หนึ่งในผู้เสียหาย อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ตนเริ่มรู้จักหญิงรายนี้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยต่างคนต่างกดไลค์กันไปมา พูดคุยมาสักระยะจนเริ่มสนิทกันมากขึ้น จากนั้นก็เริ่มปรึกษาเรื่องธุรกิจค้าผลไม้ จนชวนกันร่วมลงทุนธุรกิจ ซึ่งตนไปกู้เงินมา 2 แสนบาทให้ฝ่ายหญิง จากนั้นไม่นานฝ่ายหญิงบอกว่าตั้งครรภ์ จึงได้จัดงานแต่งขึ้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ที่รีสอร์ทเเห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเตรียมสินสอดไว้ 2 แสนบาท จากนั้นแต่งงานอยู่กินได้ 4 วัน ฝ่ายหญิงขอกลับบ้าน ระหว่างที่ผู้ต้องหาอยู่ที่บ้านนั้นตนโทรไปก็ไม่ค่อยรับ ต่อมาผู้ต้องหาให้หลานสาวโทรบอกว่าแท้งลูก เนื่องจากครรภ์เป็นพิษ และบอกตนไม่ต้องโทรมาอีก ก่อนที่ตนจะมาทราบภายหลังว่าถูกหลอก
ผู้เสียหายอีกรายชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ อายุ 28 ปี เปิดเผยว่า เมื่อกลางเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ได้รู้จักกับคนร้ายรายนี้ ผ่านทางเฟซบุ๊ก และได้พูดคุยกันเป็นระยะเวลา 2 เดือน ก่อนมีความสัมพันธ์กันจนฝ่ายหญิงออกปากชวนทำธุรกิจผลไม้ หลังจากนั้นจึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน และได้ตกลงวันแต่งงานเมื่อ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่บ้านย่านรังสิต ซึ่งเป็นบ้านของฝ่ายหญิง โดยมีสินสอด 1.8 แสนบาท หลังจากแต่งงานเพียงหนึ่งคืน ฝ่ายหญิงได้ขอยืมรถกระบะอ้างว่าไปเอาผลไม้ที่ จ.จันทบุรี โดยให้ตนไปรอรับผลไม้ที่ จ.เพชรบูรณ์ หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อ และไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ตนเองจึงรู้ว่าโดนหลอกแน่นอน จึงได้มีการแจ้งความที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์
นอกจากนี้น้องสาวผู้เสียหายชาวจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า พี่ชายตนก็ตกเป็นเหยื่อของผู้ต้องหารายนี้เช่นกัน โดยพี่ชายตนรู้จักกับผู้ต้องหาเมื่อปี 2559 และได้แต่งงานกันที่บ้านของฝ่ายหญิงย่านรังสิต ซึ่งในวันแต่งงานตนผิดสังเกตว่าภายในงานมีแค่เพียงการผูกข้อไม้ข้อมือ ญาติฝ่ายเจ้าสาวมีเพียงพ่อและแม่ ไม่มีคนอื่นเลย ทั้งนี้ การจัดงานมีการพูดคุยว่าเตรียมโต๊ะจีน 14 โต๊ะ แต่พอวันจริงมีเพียง 7 โต๊ะเท่านั้น รวมทั้งนำเงินที่ได้จากผูกข้อไม้ข้อมือไปจ่ายเงินค่าโต๊ะจีน ซึ่งไม่ได้ทักท้วงอะไรเพราะไม่อยากขัดใจพี่ชาย
ทั้งนี้ นายสงกรานต์ กล่าวเสริมว่า เหยื่อแต่ละรายที่ถูกผู้เสียหายรายนี้หลอก จะถูกหลอกในพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน ซึ่งขณะนี้ผู้เสียหายทั้งหมดมากถึง 12 ราย เป็นเงินมากกว่าหลักหลายล้านบาท นอกจากนี้ทางผู้เสียหายได้ติดต่อผู้ต้องหาเพื่อขอทรัพย์สินคืน กลับถูกพูดจาข่มขู่ว่ารู้จักนายตำรวจระดับสารวัตรท้องที่หนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นพี่ชาย ซึ่งเหยื่อบางรายก็เกรงกลัว จึงได้รวมตัวกันเข้ามาแจ้งความที่กองปราบปราม เบื้องต้น เตรียมแจ้งความในฐานความผิดฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น นอกจากนี้จะแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับพ่อและแม่คือรวมทั้งเจ้าของบัญชีด้วย เนื่องจากหลังปรากฏเป็นข่าวไม่ได้มีการแสดงตัวออกมาแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ทราบชื่อผู้เสียหาย 9 ราย โดยผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลอกลวงที่คล้ายกัน คือ
1. ถูกหลอกปี 2554 2. ถูกหลอกปี 2555 เสียเงินค่าสินสอด 1 แสนบาท 3. ถูกหลอกเดือนพฤศจิกายน 2558 จำนวนเงิน 4 แสนบาท 4. ถูกหลอกเดือนธันวาคม 2558 จำนวนเงิน 5 แสนบาท 5. ถูกหลอกปี 2560 จำนวนเงิน 7 แสน 2 หมื่นบาท 6. ถูกหลอกเดือนมีนาคม 2560 จำนวนเงิน 2 แสนบาท และทองคำหนัก 1 บาท 7. ถูกหลอกเดือนพฤษภาคม 2560 จำนวนเงิน 4 แสนบาท 8. ถูกหลอกเป็นจำนวนเงิน 1 แสน 8 หมื่นบาท และรถยนต์กระบะ โตโยต้า 1 คัน รวมมูลค่า 1,220,000 บาท และ 9. ถูกหลอกปี 2560 จำนวนเงิน 5 หมื่นบาท รวมมูลค่าเสียหายทั้งหมดประมาณ 3 ล้าน 7 แสนบาท
ขณะที่ พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมด และรวบรวมพยานหลักฐานมาประกอบสำนวนเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป



